SMT เดินหน้าเทิร์นอะราวด์ต่อหลังปลดล็อคล้างขาดทุนสะสมหมด

SMT ประกาศปี 62 เดินหน้าเทิร์นอะราวด์ต่อเนื่อง หลังประกาศล้างขาดทุนสะสมหมดทั้งจำนวน พร้อมเร่งสร้างรายได้จากลูกค้าใหม่ที่มีเข้ามาต่อเนื่อง เน้นลดต้นทุนเพื่อเพิ่มกำไร ชูกลยุทธ์ผลิตสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ มั่นใจยอดขายทั้งปีทำได้ตามเป้าหมาย 2,400 ลบ. หรือเติบโต 40% อวดงบโค้งแรกออกมาสวยมีกำไรสุทธิ 18.09 ลบ. โตจากช่วงเวลาเดียวกับปีก่อน 183%

นายพร้อมพงศ์ ไชยกุล กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ด้านซัพพลายเชน บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT เปิดเผยว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกปี 2562 คาดจะมีการเติบโตที่ดีกว่าเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน แต่การเติบโตจะโดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากการเจรจากับลูกค้าใหม่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการผลิต ทั้งนี้การส่งมอบสินค้าคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2562

“ปี 62 นับเป็นปีที่ท้าทายพอสมควร มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และลูกค้ารายใหญ่เข้ามา เชื่อว่าปีนี้ในทุกๆ ไตรมาสจะสามารถทำกำไรได้ตามแผน และหลังจากที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติล้างขาดทุนสะสมหมดทั้งจำนวนกว่า 593 ล้านบาท ถือเป็นการปลดล็อคของ SMT และบริษัทใช้กลยุทธ์ผลิตสินค้าที่มาร์จิ้นสูงเป็นหลัก เน้นการกระจายตัวยอดขายของแต่ละธุรกิจและกระจายลูกค้ามากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของรายได้ สำหรับกลุ่มสินค้า Optics , Box Build , Advance Packaging ยังเป็นไฮไลท์เติบโตต่อเนื่อง ส่วน IC Packaging นั้น อุตสาหกรรมมีการอ่อนตัวลงเนื่องจากลูกค้าลด inventory แต่ก็จะรักษาระดับรายได้ไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯในงวดไตรมาส 1/2562 มีกำไรสุทธิ 18.09 ล้านบาท เติบโต 183% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไรสุทธิ 6.39 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการจำนวน 491.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 102.62 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.39% โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มยอดขายในสินค้ากลุ่ม Fiber Optics ทั้งนี้ดีมานด์ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทฯที่กำหนดไว้ให้มีการกระจายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ และเน้นผลิตสินค้าที่มาร์จิ้นสูงเป็นหลัก โดยมีกำไรขั้นต้นจำนวน 88.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.99 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.86% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการบริหารต้นทุนการผลิตของบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 2562 คาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2,400 ล้านบาท หรือเติบโต 40% เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ โดยปัจจัยหลักๆ เป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ การเดินหน้าขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอเมริกาตอนเหนือ แคนาดา ยุโรป เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นดี ส่งผลให้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากทั้งลูกค้าเดิมและใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3004608

Related links

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง เยี่ยมชมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะนักลงทุนจาก Kunming Comprehensive Bonded Zone Management Committee พร้อมด้วยกลุ่มนักลงทุนที่เดินทางมาเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายและนำเยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการระดับเวิลด์คลาสสำหรับให้บริการแก่ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายจักรกฤษณ์ ไชยสนิท (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 4 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2975403

Related links

ฟอร์ดเล็งปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในบราซิล หวังลดกำลังการผลิตในอเมริกาใต้

บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์ของสหรัฐเผยบริษัทจะปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในบราซิล และปรับลดกำลังการผลิตในอเมริกาใต้ เพื่อหวังจะเบนเข็มธุรกิจของบริษัทจากภูมิภาคดังกล่าว

สำหรับโรงงานที่จะปิดตัวลงนั้นตั้งอยู่ที่เซา เบร์นาโด ดู กัมโป ซึ่งเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ในรัฐเซา เปาโล โดยฟอร์ดระบุว่า ทางบริษัทต้องการที่จะปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรจากการผลิตในอเมริกาใต้

ทั้งนี้ บริษัทวางแผนที่จะระงับการจำหน่ายรถบรรทุกและรถยนต์โดยสารทั้งหมด 4 รุ่นที่ผลิตในโรงงานที่เซา เบร์นาโด ซึ่งได้แก่ รถยนต์รุ่น Fiesta, รถปิ๊กอัพรุ่น F-350 และ F-4000 รวมถึงรถกระบะรุ่น Cargo

อย่างไรก็ตาม ฟอร์ดไม่ได้เปิดเผยถึงจำนวนคนงานที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานครั้งนี้ โดยพนักงานในโรงงานเซา เบร์นาโด ดู กัมโป มีจำนวนทั้งสิ้น 3,000 คน

ฟอร์ดระบุว่า บริษัทได้พยายามปรับลดเงินเดือนพนักงานและต้นทุนการบริหารในอเมริกาใต้ โดยฟอร์ดตั้งใจจะขยายพันธมิตรไปทั่วโลก และยกระดับสายการผลิตรถยนต์เอสยูวีและปิ๊กอัพ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แม้ฟอร์ดจะตัดสินใจปิดโรงงานผลิตและปรับลดการดำเนินงานในอเมริกาใต้ แต่นายไลเลย์ วัตเทอร์ส ประธานฟอร์ดประจำอเมริกาใต้ กล่าวว่า ทางบริษัทยังคงปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาคดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Related links

ดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนสูงสุดรอบ6ปี ขยับเป้าผลิตรถยนต์หลังยอดขายพุ่ง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค. อยู่ที่ระดับ 92.6 เพิ่มขึ้นจากระดับ 91.5 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งมาจากคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการรายกลางและขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นช่วงปลายปีรองรับเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส

ขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ปรับตัวลดลงส่งผลดีต่อต้นทุนค่าขนส่ง ประกอบกับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาที่ระดับ 106.7 เพิ่มขึ้นจาก 106.1 ในเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 77 เดือน มีปัจจัยหนุนจากการที่ไทยจะมีการเลือกตั้งปีหน้า ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป “ผู้ประกอบการยังกังวลต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงสงครามการค้าจีนสหรัฐฯที่อาจกระทบส่งออกไทย อีกทั้งเงินบาทยังแข็งค่า ดังนั้น ภาครัฐควรออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศและส่งเสริมการค้าการลงทุนในอาเซียน”

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้ปรับเป้าการผลิตรถยนต์ปีนี้เป็น 2,100,000 คัน จากเป้าเดิม 2,080,000 คัน เพิ่มขึ้น 5.59% จากปีก่อนที่ผลิตได้ 1,988,823 คัน แยกเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ปรับขึ้นอีก 20,000 คัน เท่ากับว่าตลอดทั้งปีนี้จะมียอดจำหน่ายรถยนต์ที่ผลิตได้ในประเทศทั้งสิ้น 1,000,000 คัน จากปีที่แล้วที่ผลิตและจำหน่ายได้ 862,391 คัน เนื่องจากประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และรถยนต์เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีพของคนไทยยุคนี้ ขณะที่การผลิต เพื่อส่งออกยังคงเป้าเดิมที่ 1,100,000 คัน คิดเป็น 52.38% ของยอดผลิตทั้งหมดลดลง 2.35% จากปีก่อน “ยอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถกระบะส่งสัญญาณต่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโต ซึ่งมาจากการที่รัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การลงทุนภาครัฐและเอกชนมีความมั่นใจมากขึ้น”

นายจงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจ CEO Survey ทิศทางเศรษฐกิจปี 62 พบว่าผู้ประกอบการมองเศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวและการเลือกตั้งจะสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีช่วยดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้ และปีหน้าต้องการให้รัฐสนับสนุนให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจใช้สินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ และให้เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอีอีซี เป็นต้น

ที่มา ไทยรัฐ

Related links