สมอ.เตรียมประกาศมาตรฐาน“รถยนต์ไฟฟ้า” เริ่ม มี.ค.นี้

กมอ.เห็นชอบมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้า คาดประกาศใช้ มี.ค.63 ด้าน สมอ.มีแผนกำหนดมาตรฐานยานยนต์สมัยใหม่อีก 40 มาตรฐาน สนองนโยบายรัฐขับเคลื่นอุตสหกรรมรถยนต์

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2563 ที่ผ่านมาว่า กมอ. เห็นชอบร่างมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่สี่ล้อขึ้นไปสำหรับขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า มอก.3026-25XX ที่ สมอ. เสนอเข้าที่ประชุม เนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน จะเปลี่ยนมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเก็บสะสมอยู่ในแบตเตอรี่มากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ

โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาให้มีการผลักดันการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงานน้ำมัน และลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่ามาตรฐานดังกล่าวจะประกาศใช้ได้ภายในเดือนมี.ค.ปีนี้

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/867704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=economic

Related links

รมว.แรงงาน สั่งคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง GM ตาม กม.เตรียมตำแหน่งงานว่างด้านอุตสาหกรรมยานยนต์รองรับ

นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน มีความห่วงใยลูกจ้างกรณีบริษัท เจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (จีเอ็ม) ที่จะยุติการจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในประเทศไทยภายในสิ้นปี 63 โดยเกรทวอล มอเตอร์ส จะซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ของจีเอ็มประเทศไทยในจังหวัดระยอง ม.ร.ว.จัตุมงคล จึงมอบหมายให้กรมการจัดหางาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครองตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง พบว่า บริษัท เจนเนอรัลมอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มีลูกจ้างประมาณ 1,100 คน และบริษัท เจนเนอรัลมอเตอร์ส เพาเวอร์เทรน (ประเทศไทย) จำกัด มีลูกจ้างประมาณ 400 คน รวมทั้ง 2 บริษัทมีลูกจ้างประมาณ 1,500 คน

บริษัททั้ง 2 ได้เลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมดประมาณ 1,500 คน (ปัจจุบันไม่มีลูกจ้างรับเหมาค่าแรง) โดยมีแผนกำหนดการเลิกจ้างในเบื้องต้น จะเลิกจ้างลูกจ้างในส่วนของการผลิตชิ้นส่วน ปลายเดือน มิ.ย.63 เลิกจ้างลูกจ้างในส่วนของเครื่องยนต์ปลายเดือน ต.ค.63 และเลิกจ้างลูกจ้างในส่วนของงานสนันสนุนในปลายปี 63

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3096345

Related links

เยอรมนีเผยการผลิตภาคอุตฯทรุดตัวหนักสุดรอบ 10 ปีในเดือนธ.ค.

สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) เปิดเผยในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีทรุดตัวลง 3.5% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2552 และบ่งชี้ถึงภาวะอ่อนแอของภาคการผลิต ซึ่งอาจฉุดให้เศรษฐกิจเยอรมนีเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีจะปรับตัวลงเพียง 0.2% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนพ.ย.

เมื่อเทียบรายปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีดิ่งลง 6.8% ในเดือนธ.ค.

การผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของอุปสงค์จากต่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) หลังจากที่อังกฤษแยกตัวจาก EU (Brexit)

ส่วนเมื่อวานนี้ สำนักงานสถิติเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อภาคการผลิตลดลง 2.1% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว และเป็นการส่งสัญญาณว่าภาคอุตสาหกรรมเยอรมนียังคงเผชิญภาวะซบเซา

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อจะเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนธ.ค. หลังจากที่ลดลง 0.8% ในเดือนพ.ย.

เมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อภาคการผลิตดิ่งลง 8.7% ในเดือนธ.ค.

รายงานระบุว่า ยอดสั่งซื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น 1.4% ขณะที่คำสั่งซื้อจากยูโรโซนร่วงลง 13.9%

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/3093447

Related links

“สนธิรัตน์” แนะโรงสกัดน้ำมันปาล์ม เร่งพัฒนาคุณภาพ หวังส่งออกบี 100 ป้อนตลาดจีน

“สนธิรัตน์” ลงพื้นที่ จ.กระบี่ ขอโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ร่วมมือรัฐคุมลักลอบนำเข้า “ซีพีโอ” พร้อมพัฒนาคุณภาพเพิ่มมูลค่าปาล์มระยะยาว เล็งโอกาสส่งออก บี100 ป้อนตลาดจีน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและชมกิจการโรงสกัดน้ำมันปาล์มของบริษัท ป.พานิชรุ่งเรืองปาล์มออยล์ 2 จำกัด ที่จ.กระบี่ วันนี้(29 ม.ค.) โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจะดูแลเสถีรภาพราคาปาล์มปีนี้ ไม่ให้ต่ำกว่า 4 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรแข็งแรง โดยจะร่วมมือกับโรงสกัดน้ำมันปาล์มป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิย(CPO) ตลอดจน ส่งเสริมการปลูกปาล์มอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลอุตสาหกรรมปาล์มทั้งระบบ

“ครั้งนี้ ตั้งใจเอาบี10 เป็นตัวตั้ง ให้โรงงานแข็งแรง เกษตรกรแข็งแรง และรัฐจะเอาบล็อกซ์เชนมาใช้ตลอดสายตรวจสอบที่มาของ CPO ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และผมอยากเห็นโรงงานดี เกษตรกรดี แล้วจับคู่กันให้เกิดการส่งเสริมโรงไฟฟ้า โดยไม่มีการมาขอจัดตั้งโรงไฟฟ้า แต่การจัดตั้งโรงไฟฟ้าได้จะต้องแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ให้กับชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร ”

อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆนี้ ตนจะเดินทางไปประเทศจีน เพื่อเจรจาความร่วมมือระดับประเทศระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงาน ที่ทางจีนเองเป็นผู้นำหลายเรื่องที่จะรับมือกับ Disrup ด้านพลังงาน เช่น โซลาร์เซล์ รวมถึงความเชื่อมโยงซื้อขายไฟฟ้าจากจีนตอนใต้ ผ่านลาว เข้าประเทศไทย อีกทั้ง เห็นโอกาสจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100%(บี100) ที่จีนจะมีนโยบายส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล ดังนั้น ไทยจะต้องศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งออกบี100 ไปยังจีน ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาปาล์มในระยะยาว แต่จะต้องไปดูเรื่องของการพัฒนาคุณภาพบี100 และราคาให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ให้ได้ก่อน ซึ่งหากดำเนินการได้อุตสาหกรรมปาล์มก็แข็งแรง

ดังนั้น จึงได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการโรงสกัดน้ำมันปาล์มเร่งพัฒนาเทคโนโลยี และต่อยอดสู่การผลิตไบโอชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มในอนาคตด้วย

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/864176?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=economic

Related links

EV Car อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ธีมการลงทุนที่น่าจับตาในปี 2020

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้หลายท่านคงจะเคยได้ยินกระแสของรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นที่พูดถึงทั้งในทั้งในไทยและหลายประเทศตามข่าวหรือมหกรรมยานยนต์ โดยปัจจุบันรถยนต์ที่เราใช้เป็นพาหนะนั้น สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ

1. รถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยน้ำมันหรือเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ซึ่งเป็นรถยนต์ปกติที่เราใช้กันมายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว

 2. รถยนต์ไฮบริด (Hybrid หรือ HEV/PHEV) เป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันผสมกับเชื้อเพลิงอื่นโดยอาจเป็นพลังงานไฟฟ้าหรือน้ำซึ่งปัจจุบันมักจะพูดถึงรถ Hybrid น้ำมันและไฟฟ้ามากกว่า

 3. รถยนต์ไฟฟ้า (EV หรือ BEV) เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งข้อดีของรถยนต์ประเภทสุดท้ายนี้คือการที่ไม่ปล่อยมลพิษเหมือนรถยนต์น้ำมันแบบดั้งเดิม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหลายประเทศ ที่สนับสนุนให้คนหันมาใช้รถ EV เช่น ประเทศนอร์เวย์ อินเดีย และกลุ่มสหภายุโรป โดยมีแผนห้ามขายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยน้ำมันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หรือประเทศอื่นก็มีนโยบายให้ส่วนลดทางภาษีสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ที่มา https://www.moneyandbanking.co.th/

Related links

“เทสลา”ปลื้มยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในจีนพุ่ง สวนทางอุตสาหกรรมชะลอตัว

ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทเทสลา อิงค์ ในประเทศจีนพุ่งขึ้นในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนยังคงอยู่ในช่วงของการชะลอตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างข้อมูลจากทางการจีนว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทเทสลาในจีน เมื่อเดือนธ.ค. 2562 อยู่ที่ 6,643 คัน

รายงานระบุต่อไปว่า เทสลาได้กลายมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่สุดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในแง่ของยอดขาย โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าได้ถึง 42,715 คัน เมื่อเทียบกับยอดขายของปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 16,360 คัน

ทั้งนี้ เทสลาได้เข้าไปสร้างโรงงานที่จีน ซึ่งถือเป็นโรงงานในต่างประเทศแห่งแรกของบริษัทตั้งแต่เดือน ม.ค. 2562 และเริ่มการผลิตรถยนต์ Model 3 ในเดือนต.ค. โดยตั้งเป้าว่าจะผลิตรถยนต์ 250,000 คันต่อปี

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/3086492

Related links

อสมท ลุยธุรกิจใหม่ไม่หวังพึ่งรายได้โฆษณา

อสมท เพิ่มธุรกิจใหม่ 2 หน่วย ลุยต่อยอดคอนเทนต์สู่แพลตฟอร์มออนไลน์หวังสร้างรายได้เพิ่ม

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2563 อสมท ได้ ปรับธุรกิจใหม่ โดยเพิ่มหน่วยธุรกิจอีก 2 ส่วน คือ 1.สำนักธุรกิจดิจิทัล นำ Content ใน Platform เดิม มาพัฒนาสู่ Platform ใหม่ ประกอบด้วย Contents ข่าวและข่าวบันเทิง Content เสียงจากวิทยุ 53 สถานี เพื่อขยายไปสู่ Podcast และ Radio Online 2.สำนักดิจิทัลแพลตฟอร์ม เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มกับ Digital Platform ที่มีโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจมีเดียโทรทัศน์ โดยเปิดโอกาสเจรจากับ Partner ไทยและต่างประเทศ

ที่มา https://www.thansettakij.com/content/418438

Related links

บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศย้ายการผลิตรถยนต์

บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศย้ายการผลิตรถยนต์ประเภทเอสยูวีของมาสด้า ได้แก่ รุ่น CX-3 Sport จากประเทศไทยกลับไปผลิตที่เมืองยามากูชิ ประเทศญี่ปุ่น ภายใตสิ้นเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ สาเหตุหลักเกิดจากต้นทุนการผลิตรถยนต์หลายรุ่นในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมยากลำบาก ซึ่งคือปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่าเมืีอเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นอย่างมาก โดยเงินบาทแข็งค่าเป็นอันดับ 1 ในเอเชียและต่อเนื่องข้ามปีมาถึง 2 ปีติดกัน โดยในปีที่แล้ว เงินบาทแข็งค่าถึง 8% ส่วนปีนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เงินบาทแข็งค่าราว 8% ใกล้เคียงกับปี 2561 ไม่เพียงเท่านั้น เงินบาทยังแข็งค่ามากถึง 8% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญมากๆของมาสด้า นอกจากนี้ อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกของประเทศไทยปีนี้ตกต่ำอย่างหนักและต่อเนื่องชัดเจน ล่าสุด ส่งออกรถยนต์ไทยไปตลาดต่างประเทศ -16% เป็นผลโดยตรงจากค่าเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าไม่สิ้นสุด ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยปีนี้ตกต่ำอย่างหนักในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาคส่งออกในภาพรวมติดลบอย่างรุนแรง ราว -3% ถึง -2.5% ตามด้วยสงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยาวนานมากว่า 15 เดือน

ทั้งนี้ มาสด้า ประเทศไทย มีกำลังการผลิตรถยนต์รวมทุกรุ่นปีละ 135,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นการผลิตมาสด้ารุ่น CX-3 Sport โดยใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นหลักในภูมิภาคเอเชีย ผลิตได้ปีละ 25,000 คัน เพื่อเน้นส่งออกรุ่นดังกล่าวจากประเทศไทยไปประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดหลักสำคัญของมาสด้าถึงปีละ 14,000 คัน นอกจากนี้ รถรุ่นดังกล่าวยังเป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของมาสด้าอีกด้วย

ที่มา https://www.facebook.com/btimesch3/posts/987857354913463

Related links

MOTOR EXPO INTERNATIONAL PAVILION เดินหน้าต่อยอดธุรกิจ B2B

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” จัดงาน MOTOR EXPO INTERNATIONAL PAVILION เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ หาพันธมิตรคู่ค้าในไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงานควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” เปิดเผยว่า หลังจากงาน “มหกรรมยานยนต์” ประสบความสำเร็จมากว่า 3 ทศวรรษ ในฐานะสื่อกลางระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค (B TO C : BUSINESS TO CONSUMER) และได้ต่อยอดความสำเร็จสู่การจัดงานแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B TO B : BUSINESS TO BUSINESS) ตั้งแต่ปี 2559 ด้วยกิจกรรม MOTOR EXPO PROFESSIONAL SEMINAR งานสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ และกิจกรรม MOTOR EXPO THAILAND PAVILION ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ไปร่วมแสดงสินค้าในต่างประเทศ

ปีนี้ภายในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” ระหว่างวันที่ 7-10 ธันวาคม ณ ชาลเลนเจอร์ 3 ได้จัดงาน MOTOR EXPO INTERNATIONAL PAVILION โดยเชิญผู้ประกอบการจากประเทศจีน อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ร่วมจัดแสดงสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจในไทย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็มีโอกาสเลือกหาสินค้าจากผู้ประกอบการต่างประเทศ

ที่มา ryt9

Related links

กอน.เคาะราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต 2562/63 ที่ 750 บาท/ตัน พร้อมเล็งเสนอครม.อัดฉีดเงินช่วยเหลือไม่เกิน 1 หมื่นลบ.

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 11/2562 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ในอัตราอ้อยตันละ 750 บาท ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส อัตราขึ้นลง อยู่ที่ 45 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส โดยระดับความหวานเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 12.51 ซี.ซี.เอส จะได้รับในอัตราตันละ 862.91 บาท ซึ่งได้ผ่านกระบวนการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) จากเกษตรกรชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

นอกจากนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายมีผู้แทนฝั่งชาวไร่อ้อยได้เสนอให้ขอรับการช่วยเหลือเงินค่าอ้อยจากรัฐบาล เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำตาลตลาดโลกตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการแกว่งตัวสูง ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับผลกระทบจากทั้งด้านราคาที่ตกต่ำและไม่คุ้มกับต้นทุนการปลูกอ้อยที่ตันละ 1,110 บาท

ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้เสนอโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิตปี 2562/2563 กรอบวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะชาวไร่อ้อยรายเล็กให้สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น และมีผลตอบแทนเพียงพอ สำหรับนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3075511

Related links