บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศย้ายการผลิตรถยนต์

บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศย้ายการผลิตรถยนต์ประเภทเอสยูวีของมาสด้า ได้แก่ รุ่น CX-3 Sport จากประเทศไทยกลับไปผลิตที่เมืองยามากูชิ ประเทศญี่ปุ่น ภายใตสิ้นเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ สาเหตุหลักเกิดจากต้นทุนการผลิตรถยนต์หลายรุ่นในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมยากลำบาก ซึ่งคือปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่าเมืีอเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นอย่างมาก โดยเงินบาทแข็งค่าเป็นอันดับ 1 ในเอเชียและต่อเนื่องข้ามปีมาถึง 2 ปีติดกัน โดยในปีที่แล้ว เงินบาทแข็งค่าถึง 8% ส่วนปีนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เงินบาทแข็งค่าราว 8% ใกล้เคียงกับปี 2561 ไม่เพียงเท่านั้น เงินบาทยังแข็งค่ามากถึง 8% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญมากๆของมาสด้า นอกจากนี้ อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกของประเทศไทยปีนี้ตกต่ำอย่างหนักและต่อเนื่องชัดเจน ล่าสุด ส่งออกรถยนต์ไทยไปตลาดต่างประเทศ -16% เป็นผลโดยตรงจากค่าเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าไม่สิ้นสุด ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยปีนี้ตกต่ำอย่างหนักในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาคส่งออกในภาพรวมติดลบอย่างรุนแรง ราว -3% ถึง -2.5% ตามด้วยสงครามการค้าโลกระหว่างสหรัฐกับจีนที่ยาวนานมากว่า 15 เดือน

ทั้งนี้ มาสด้า ประเทศไทย มีกำลังการผลิตรถยนต์รวมทุกรุ่นปีละ 135,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นการผลิตมาสด้ารุ่น CX-3 Sport โดยใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นหลักในภูมิภาคเอเชีย ผลิตได้ปีละ 25,000 คัน เพื่อเน้นส่งออกรุ่นดังกล่าวจากประเทศไทยไปประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดหลักสำคัญของมาสด้าถึงปีละ 14,000 คัน นอกจากนี้ รถรุ่นดังกล่าวยังเป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของมาสด้าอีกด้วย

ที่มา https://www.facebook.com/btimesch3/posts/987857354913463

Related links

MOTOR EXPO INTERNATIONAL PAVILION เดินหน้าต่อยอดธุรกิจ B2B

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” จัดงาน MOTOR EXPO INTERNATIONAL PAVILION เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ หาพันธมิตรคู่ค้าในไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงานควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” เปิดเผยว่า หลังจากงาน “มหกรรมยานยนต์” ประสบความสำเร็จมากว่า 3 ทศวรรษ ในฐานะสื่อกลางระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค (B TO C : BUSINESS TO CONSUMER) และได้ต่อยอดความสำเร็จสู่การจัดงานแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B TO B : BUSINESS TO BUSINESS) ตั้งแต่ปี 2559 ด้วยกิจกรรม MOTOR EXPO PROFESSIONAL SEMINAR งานสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ และกิจกรรม MOTOR EXPO THAILAND PAVILION ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ไปร่วมแสดงสินค้าในต่างประเทศ

ปีนี้ภายในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” ระหว่างวันที่ 7-10 ธันวาคม ณ ชาลเลนเจอร์ 3 ได้จัดงาน MOTOR EXPO INTERNATIONAL PAVILION โดยเชิญผู้ประกอบการจากประเทศจีน อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ร่วมจัดแสดงสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจในไทย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็มีโอกาสเลือกหาสินค้าจากผู้ประกอบการต่างประเทศ

ที่มา ryt9

Related links

กอน.เคาะราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต 2562/63 ที่ 750 บาท/ตัน พร้อมเล็งเสนอครม.อัดฉีดเงินช่วยเหลือไม่เกิน 1 หมื่นลบ.

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 11/2562 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 มีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ในอัตราอ้อยตันละ 750 บาท ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส อัตราขึ้นลง อยู่ที่ 45 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส โดยระดับความหวานเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 12.51 ซี.ซี.เอส จะได้รับในอัตราตันละ 862.91 บาท ซึ่งได้ผ่านกระบวนการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) จากเกษตรกรชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

นอกจากนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายมีผู้แทนฝั่งชาวไร่อ้อยได้เสนอให้ขอรับการช่วยเหลือเงินค่าอ้อยจากรัฐบาล เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำตาลตลาดโลกตกต่ำอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มการแกว่งตัวสูง ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับผลกระทบจากทั้งด้านราคาที่ตกต่ำและไม่คุ้มกับต้นทุนการปลูกอ้อยที่ตันละ 1,110 บาท

ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้เสนอโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิตปี 2562/2563 กรอบวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะชาวไร่อ้อยรายเล็กให้สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็น และมีผลตอบแทนเพียงพอ สำหรับนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3075511

Related links