TASCO หยุดซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซูเอลาตามคำร้องขอสหรัฐแล้ว

บมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) แจ้งว่าบริษัทได้ยุติการจัดซื้อน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซูเอลา ภายในช่วงระยะเวลา wind down ตามข้อร้องขอจาก US State Department เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ US State Depaartment ร้องขอให้บริษัทหยุดซื้อน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซูเอลา โดยมีผลตั้งแต่ปลายเดือนพ.ย.63 เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตรจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง ซึ่งการหยุดซื้อน้ำมันดิบดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องทำการปิดโรงกลั่นในเมือง Kemaman เป็นการชั่วคราวจนกว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐฯอเมริกาต่อประเทศเวเนซูเอลานั้นถูกยกเลิก หรือบริษัทสามารถจัดหาน้ำมันดิบทดแทนน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซูเอลาได้

ที่มา https://www.infoquest.co.th/2020/49621

Related links

GWM ส่งรถกระบะ POER พร้อมเกียร์ออโต้ 8AT บุกตลาดโลก

การเปิดตัวรถกระบะในต่างประเทศช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าภายใต้กลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่สากล

GWM (601633.SS/02333.HK) ผู้ผลิตรถกระบะและรถเอสยูวีชั้นนำระดับโลก กำลังเข้าสู่ตลาดรถกระบะกระแสหลักระดับนานาชาติ ด้วยการเปิดตัวรถกระบะ POER ในไตรมาส 4 ของปีนี้ พร้อมกับพลิกโฉมภาพลักษณ์แบรนด์ด้วยรถกระบะที่มาพร้อมนวัตกรรมความปลอดภัยอัจฉริยะ ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ GWM ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารถกระบะของบริษัทมีความแข็งแกร่ง นอกจากนั้นยังเป็นก้าวที่มั่นคงภายใต้กลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่สากล

รถกระบะเกียร์ออโต้ 8AT ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์และความสามารถในการแข่งขัน

GWM เปิดเผยว่า รถกระบะ POER ที่จำหน่ายในต่างประเทศ ใช้ระบบส่งกำลังเหมือนกับที่จำหน่ายในจีน โดยมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รวมถึงเกียร์ธรรมดา 6MT และเกียร์ออโต้ 8AT เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ขับขี่ โดย POER เป็นรถกระบะรุ่นแรกในจีนที่มีเกียร์ออโต้ 8AT ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างราบรื่นและตอบสนองอย่างรวดเร็วขึ้น โดยบริษัทใช้เกียร์ออโต้จาก ZF Friedrichshafen AG ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำระดับโลก และการเปิดตัวรถกระบะเกียร์ออโต้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับตลาดยานยนต์ระดับโลก ด้วยเหตุนี้ เกียร์ออโต้ 8AT จึงช่วยให้ GWM มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดมากขึ้น และเป็นการกรุยทางสู่การเจาะตลาดอื่น ๆ ในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้น เกียร์ออโต้ 8AT ยังช่วยเติมเต็มจุดเด่นด้านความปลอดภัยอัจฉริยะของรถกระบะ POER และขับเคลื่อน GWM ไปสู่ความสำเร็จในการรีแบรนด์และเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์

แพลตฟอร์มสุดล้ำของ GWM รองรับความต้องการของตลาดทั่วโลก

รถกระบะ POER ใช้แพลตฟอร์ม P71 ของ GWM ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัย อัจฉริยภาพ ความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา และพื้นที่กว้างขวาง โดยสามารถนำไปออกแบบยานยนต์นับร้อยรุ่นตามความต้องการที่แตกต่างกันทั้งในส่วนของขนาด เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง แพลตฟอร์ม P71 ที่ได้มาตรฐานระดับโลกจึงช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของรถกระบะ POER

ผู้ส่งออกรถกระบะรายใหญ่ของจีน

ในเดือนกันยายน GWM ส่งออกรถกระบะ 2,470 คัน พุ่งขึ้น 60% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า GWM มีความยืดหยุ่นสูง ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นผู้นำของจีนในด้านการส่งออกรถกระบะ ส่วนในช่วงเดือนมกราคม-กันยายนปีนี้ GWM ส่งออกรถกระบะรวม 11,648 คัน ครองตำแหน่งผู้ส่งออกรถกระบะรายใหญ่ที่สุดของจีน 22 ปีซ้อน ทั้งยังเป็นผู้ส่งออกรถกระบะจีนอันดับหนึ่งใน 45 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ GWM กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ โดยการเปิดตัวรถกระบะ POER เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

ที่มา https://www.ryt9.com/s/anpi/3170118

Related links

ยอดขายรถยนต์จีนพุ่ง 7.4% ในเดือนก.ย. รับดีมานด์รถ SUV แข็งแกร่ง

สมาคมรถยนต์นั่งโดยสารของจีน (CPCA) เปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดขายรถยนต์ของจีนในเดือนก.ย.พุ่งขึ้น 7.4% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 1.94 ล้านคัน ทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

ยอดขายรถยนต์ที่แข็งแกร่งในเดือนก.ย.สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา

เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ ระบุว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถฟื้นตัวสู่ระดับเดียวกับในปี 2562 ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐและยุโรป ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

การเปิดเผยยอดขายรถยนต์โดย CPCA นั้น มีขึ้นก่อนที่สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน (CAAM) จะเปิดเผยรายงานยอดขายรถยนต์ของจีนประจำเดือนก.ย.ในช่วงเย็นวันนี้

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/3166611

Related links

วว.ชวนผู้ประกอบการอัพเดต ‘นวัตกรรมการผลิต’ ในงาน ProPak Asia

วว.เตรียมโชว์ผลงานวิจัย บริการอุตสาหกรรมครบวงจรตลอดทั้ง value chain ในการผลิตสินค้า เสริมแกร่งผู้ประกอบการในงาน ProPak Asia 2020 ร่วมขับเคลื่อน สร้างโอกาสทางธุรกิจ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ProPak Asia 2020” หรือ งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ แห่งภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 28 โดย วว. พร้อมนำผลงานวิจัย บริการ ครบวงจรตลอด value chain การผลิตสินค้าเข้าร่วมจัดแสดง เพื่อร่วมขับเคลื่อน สร้างโอกาสทางธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สามารถช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตของผู้ประกอบการ ช่วยสร้างสินค้าให้มีความแตกต่าง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ วิกฤตโควิด-19 ทำให้มองเห็นทั้งปัญหาและชีวิตวิถีใหม่ได้อย่างชัดเจน ภาคธุรกิจต้องเร่งสร้างผลิตภัณฑ์/สินค้าที่มีความแตกต่าง ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคซึ่งต้องการสินค้าที่มีมาตรฐาน ความปลอดภัย และให้ความสำคัญกับการจำหน่ายสินค้าผ่านทั้ง E-commerce และออนไลน์มากขึ้น

ทั้งนี้ วว. จะนำผลงานวิจัยและบริการอย่างครบวงจรตลอดทั้ง value chain ในการผลิตสินค้าเข้าร่วมจัดแสดงในงานดังกล่าว ได้แก่ การได้มาของวัตถุดิบและเทคโนโลยีการผลิตสารสกัด กระบวนการแปรรูป การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับจำหน่ายผลิตผลสดออนไลน์ บรรจุภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและการตลาดจากโครงการ Brand DNA โดยมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ Show Case ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จด้วยเทคโนโลยี วว. พร้อมนำเสนอผลงานที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ วว. ยังจะมีการจัดงานสัมมนาเรื่อง “กุญแจสู่ความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบสู่ท้องตลาด” ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้าให้สามารถวางจำหน่ายได้จริงและตอบโจทย์ผู้บริโภค ได้แก่ การเลือกใช้และจัดหาวัตถุดิบ ส่วนผสมและสารเติมแต่ง การแปรรูปผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง การประเมินอายุการเก็บผลิตภัณฑ์อาหารและการทดสอบบรรจุภัณฑ์อาหาร การควบคุมคุณภาพและการประกันคุณภาพสินค้า เป็นต้น นอกจากนี้ วว. ยังส่งนักวิชาการร่วมเป็นวิทยากรในการสัมมนาเรื่อง “การทำการตลาดและจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ” และเข้าร่วมการเสวนาพิเศษ หัวข้อเรื่อง “ความท้าทายในการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด”

วว. พร้อมเป็น Total Solution ช่วยผู้ประกอบการด้วย วทน. อย่างครบวงจร ตั้งแต่ ต้นทาง กลางทาง ถึงปลายทาง เพื่อร่วมขับเคลื่อน สร้างโอกาสทางธุรกิจ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ผลงานที่ วว. จะนำมาแสดงในงาน ProPak Asia 2020 จะช่วยตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/900773

Related links

“สุริยะ”ดันพัฒนาอุตฯเครื่องจักรกล จุดเริ่มปฏิรูปโครงสร้างศก.ลดพึ่งตปท.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลให้เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถการผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ลดการนำเข้าจากต่างประเทศและหันมาใช้เครื่องจักรกลที่ผลิตภายในประเทศแทน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศ สร้างความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ยกระดับขีดความสามารถผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการและยกระดับแบรนด์ไทยให้เป็นที่น่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีความต้องการเครื่องจักรกลอยู่มาก โดยจากข้อมูลปี 2562 ประเทศไทยมีการนำเข้าอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลคิดเป็นมูลค่ากว่า 415,776.9 ล้านบาท และขาดดุลการค้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 223,381 ล้านบาท จึงได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เร่งจัดทำแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลที่ชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและเกษตรแปรรูปที่จะช่วยสนับสนุนภาคการเกษตรให้ขยายตัว

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3160323

Related links

ไทยต้องเร่งอุตสาหกรรม 4.0 ตอบโจทย์การบริโภคยุค New Normal

“สุริยะ” เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรม 4.0 เร็วขึ้น รองรับพฤติกรรมการบริโภคแบบใหม่ ดึงต่างชาติโยกฐานการผลิตมาไทย โชว์คุมโควิด-19 ได้ดี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้เร็วขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการยุคใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยหลังแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีหลังฟื้นตัว อุตสาหกรรมหลักโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและการแพทย์จะยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เกิดการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น

ที่มา https://www.posttoday.com/economy/news/632870

Related links

CPF หนุนใช้พลังงานทดแทนจากโซลาร์-ชีวมวล-ไบโอก๊าซ

พร้อมตั้งเป้าสัดส่วนใช้ถึง 15% ในปี 68

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจตามแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดห่วงโซ่การผลิต

เช่น นำชิ้นเนื้อขนาดเล็กจากกระบวนการผลิตไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำในการทำฟาร์มกุ้งโดยไม่ปล่อยน้ำออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และการใช้พลังงานหมุนเวียน3 ประเภท คือ พลังงานจากชีวมวล พลังงานจากก๊าซชีวภาพ(Biogas) และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลังงานจากไฟฟ้าและน้ำมัน

ที่มา https://www.infoquest.co.th/2020/34562

Related links

เอ็มจี หนุนคนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ COVID-19 ชูกระบะพันธุ์ยักษ์ MG EXTENDER เป็นพาหนะคู่ใจลุยสร้างรายได้

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังเดินหน้าต่อ ส่งยนตรกรรมทุกรุ่นของเอ็มจีร่วมงาน Bangkok International Grand Motor Sale 2020 (Big Motor Sale 2020) มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายวิถีใหม่ พร้อมโชว์ศักยภาพของรถกระบะ MG EXTENDER ที่สามารถดัดแปลงเป็นรถสำหรับค้าขายหรือขายของเคลื่อนที่เพื่อช่วยสร้างรายได้ รวมทั้งมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน ระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ COVID-19 นอกจากจะได้เห็นถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายในเร็ววันแล้ว ยังได้เห็นถึงกลยุทธ์ทางการตลาดวิถีใหม่จากหลากหลายธุรกิจที่สร้างการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เกิดขึ้น โดยในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 7 เดือนแรกที่ผ่านมา แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมจะลดลงแต่บริษัทผู้ผลิตและธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นและตั้งใจในการนำพาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เดินหน้าต่อไปพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง เช่นเดียวกับเอ็มจีที่ยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ และหามาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือทั้งลูกค้าและผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา เอ็มจีมียอดขายรถยนต์รวมอยู่ที่ 13,214 คัน แบ่งเป็นยอดขายกลุ่มรถยนต์ SUV จำนวน 8,440 คัน กลุ่มรถเก๋ง 2,533 คัน และกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ 2,241 คัน

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3153207

Related links

“วายดีเอ็ม” ร่วมทุน “กรังด์ปรีซ์” ผุดบริการโซลูชันรถครบวงจร

 “วายดีเอ็ม” ร่วมทุน “กรังด์ปรีซ์” ผุดบริษัทร่วมทุนลุยธุรกิจคาร์โซลูชัน ทั้งการทำตลาด-ขายรถยนต์ครบวงจร พร้อมเปิดแอปฯ เจาะผู้บริโภคให้บริการข้อมูลตลาดรถทั้งระบบ

นายธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ซีอีโอ บริษัท วายดีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมทุนกับทางบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือจีพีไอ (GPI) เพื่อตั้งบริษัทใหม่ คือ ออโต้แมทริกซ์ โซลูชั่น จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการทำตลาดธุรกิจยานยนต์โดยเฉพาะ โดยให้บริการแบบ Total Marketing and Sale Solutions ทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์แบบครบวงจร พร้อมผนวกเทคโนโลยี BIG DATA และการันตียอดขาย โดยลงทุนเบื้องต้น 4 ล้านบาท

“ระบบของเราจะทำให้ค่ายรถยนต์สามารถโฟกัสตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายกับรถยนต์ และยังประหยัดงบโฆษณาได้มากไม่เหมือนอดีตที่แบบกระจายเหวี่ยงแหในวงกว้าง แต่เราสามารถช่วยลดงบตลาดได้ ซึ่งกลุ่มธุรกิจยานยนต์ใช้งบโฆษณามากที่สุดเทียบกับธุรกิจอื่น โดยในส่วนของงบออนไลน์ใช้มากถึง 3,000 กว่าล้านบาท จากมูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท”

ขณะนี้มีผู้ประกอบการรถยนต์หลายรายให้ความสนใจเข้าระบบของเราแล้ว อย่างน้อย 3 แบรนด์ที่จะสรุปในปีนี้ จากตลาดรวมมีมากกว่า 30 แบรนด์

ที่มา https://mgronline.com/business/detail/9630000084643

Related links

ค่ายรถดีเซลวิ่งฝุ่นตลบ เลื่อนมาตรฐานไอเสียยูโร 5

ตามที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอให้รัฐบาลขยับมาตรฐานไอเสียรถยนต์ใหม่ จากเดิมรถยนต์ที่ขายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ต้องผ่านมาตรฐานระดับยูโร 5 และปี พ.ศ. 2565 เป็นยูโร 6 (โดยไม่แบ่งว่าเป็นกลุ่มรถเล็ก คือ เก๋ง ปิกอัพ หรือรถใหญ่ คือ รถบรรทุก) ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรม ผลักดันให้บังคับใช้เร็วขึ้น หวังช่วยลดมลพิษ และฝุ่นพิษ PM2.5

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อาศัยความเดือดร้อนในช่วงโควิด-19 และอ้างความพร้อมของมาตรฐานนํ้ามัน เพื่อขอความเห็นใจรัฐบาล ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอให้พิจารณาข้อบังคับดังกล่าวใหม่ และขอให้เลื่อนมาตรฐานรถยนต์ยูโร 5 ไปเป็นปี 2568 และ ยูโร 6 ปี เป็นปี 2571 ขณะที่รถใหญ่​ (รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป) ขอเป็นยูโร 5 ปี​ 2569 และ ยูโร 6 ปี 2574

ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีความเห็นในวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ให้เลื่อนมาตรฐานไอเสียรถยนต์ ยูโร 5 ยูโร 6 ออกไป แต่ไม่ขยับระยะเวลาไปไกลตามที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ร้องขอ โดยยึดหลักตามมติ ครม.เดิม คือ ไม่แบ่งแยกรถเล็ก-รถใหญ่ และการขยับมาตรฐานจาก ยูโร 5 ไปเป็นยูโร 6 ยังคงห่างกัน 1 ปี

ในที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบให้รถยนต์มาตรฐาน ยูโร 5 เลื่อนออกไปเป็น ปี 2567 (เดิม พ.ศ. 2564) และ ยูโร 6 เป็นปี 2568 (เดิม พ.ศ. 2565) หรือขยับช้าออกไปอีก 3 ปี ส่วนมาตรฐานนํ้ามันยูโร 5 ยังคงเดิมที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอมติ อย่างเป็นทางการ(มีหนังสือเวียน) จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเด็นมาตรฐานรถยนต์ยูโร5 และ ยูโร 6 เริ่มพูดคุยมาตั้งแต่ปี 2558 และพอเจอปัญหา PM 2.5 ก็ถูกหยิบยกมาผลักดันให้มีความชัดเจน เสนอโดยกระทรวงอุตสาหกรรม และคุยในรายละเอียดกับบรรดาค่ายรถยนต์จบปลายปี 2562 จนออกมาเป็นมติครม.มีผลบังคับใช้ ยูโร 5 ในปี 2564 และ ยูโร 6 ในปี 2565 แต่ปีนี้มีบางค่ายรถยนต์พยายามเลื่อนมาตรฐานไอเสียนี้ออกไปอีก

ที่มา https://www.thansettakij.com/content/motor/444399

Related links