“สุริยะ”ดันพัฒนาอุตฯเครื่องจักรกล จุดเริ่มปฏิรูปโครงสร้างศก.ลดพึ่งตปท.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลให้เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถการผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ลดการนำเข้าจากต่างประเทศและหันมาใช้เครื่องจักรกลที่ผลิตภายในประเทศแทน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศ สร้างความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ยกระดับขีดความสามารถผู้ผลิตเครื่องจักรกลไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการและยกระดับแบรนด์ไทยให้เป็นที่น่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีความต้องการเครื่องจักรกลอยู่มาก โดยจากข้อมูลปี 2562 ประเทศไทยมีการนำเข้าอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลคิดเป็นมูลค่ากว่า 415,776.9 ล้านบาท และขาดดุลการค้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 223,381 ล้านบาท จึงได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เร่งจัดทำแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลที่ชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและเกษตรแปรรูปที่จะช่วยสนับสนุนภาคการเกษตรให้ขยายตัว

ที่มา https://www.ryt9.com/s/iq03/3160323

Related links

ไทยต้องเร่งอุตสาหกรรม 4.0 ตอบโจทย์การบริโภคยุค New Normal

“สุริยะ” เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรม 4.0 เร็วขึ้น รองรับพฤติกรรมการบริโภคแบบใหม่ ดึงต่างชาติโยกฐานการผลิตมาไทย โชว์คุมโควิด-19 ได้ดี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้เร็วขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการยุคใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยหลังแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีหลังฟื้นตัว อุตสาหกรรมหลักโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและการแพทย์จะยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เกิดการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น

ที่มา https://www.posttoday.com/economy/news/632870

Related links

CPF หนุนใช้พลังงานทดแทนจากโซลาร์-ชีวมวล-ไบโอก๊าซ

พร้อมตั้งเป้าสัดส่วนใช้ถึง 15% ในปี 68

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจตามแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดห่วงโซ่การผลิต

เช่น นำชิ้นเนื้อขนาดเล็กจากกระบวนการผลิตไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำในการทำฟาร์มกุ้งโดยไม่ปล่อยน้ำออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และการใช้พลังงานหมุนเวียน3 ประเภท คือ พลังงานจากชีวมวล พลังงานจากก๊าซชีวภาพ(Biogas) และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลังงานจากไฟฟ้าและน้ำมัน

ที่มา https://www.infoquest.co.th/2020/34562

Related links

เอ็มจี หนุนคนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ COVID-19 ชูกระบะพันธุ์ยักษ์ MG EXTENDER เป็นพาหนะคู่ใจลุยสร้างรายได้

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังเดินหน้าต่อ ส่งยนตรกรรมทุกรุ่นของเอ็มจีร่วมงาน Bangkok International Grand Motor Sale 2020 (Big Motor Sale 2020) มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายวิถีใหม่ พร้อมโชว์ศักยภาพของรถกระบะ MG EXTENDER ที่สามารถดัดแปลงเป็นรถสำหรับค้าขายหรือขายของเคลื่อนที่เพื่อช่วยสร้างรายได้ รวมทั้งมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน ระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ COVID-19 นอกจากจะได้เห็นถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายในเร็ววันแล้ว ยังได้เห็นถึงกลยุทธ์ทางการตลาดวิถีใหม่จากหลากหลายธุรกิจที่สร้างการพัฒนาด้านต่างๆ ให้เกิดขึ้น โดยในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 7 เดือนแรกที่ผ่านมา แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมจะลดลงแต่บริษัทผู้ผลิตและธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังคงมุ่งมั่นและตั้งใจในการนำพาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เดินหน้าต่อไปพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง เช่นเดียวกับเอ็มจีที่ยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ และหามาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือทั้งลูกค้าและผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา เอ็มจีมียอดขายรถยนต์รวมอยู่ที่ 13,214 คัน แบ่งเป็นยอดขายกลุ่มรถยนต์ SUV จำนวน 8,440 คัน กลุ่มรถเก๋ง 2,533 คัน และกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ 2,241 คัน

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3153207

Related links

“วายดีเอ็ม” ร่วมทุน “กรังด์ปรีซ์” ผุดบริการโซลูชันรถครบวงจร

 “วายดีเอ็ม” ร่วมทุน “กรังด์ปรีซ์” ผุดบริษัทร่วมทุนลุยธุรกิจคาร์โซลูชัน ทั้งการทำตลาด-ขายรถยนต์ครบวงจร พร้อมเปิดแอปฯ เจาะผู้บริโภคให้บริการข้อมูลตลาดรถทั้งระบบ

นายธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ซีอีโอ บริษัท วายดีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมทุนกับทางบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือจีพีไอ (GPI) เพื่อตั้งบริษัทใหม่ คือ ออโต้แมทริกซ์ โซลูชั่น จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการทำตลาดธุรกิจยานยนต์โดยเฉพาะ โดยให้บริการแบบ Total Marketing and Sale Solutions ทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์แบบครบวงจร พร้อมผนวกเทคโนโลยี BIG DATA และการันตียอดขาย โดยลงทุนเบื้องต้น 4 ล้านบาท

“ระบบของเราจะทำให้ค่ายรถยนต์สามารถโฟกัสตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายกับรถยนต์ และยังประหยัดงบโฆษณาได้มากไม่เหมือนอดีตที่แบบกระจายเหวี่ยงแหในวงกว้าง แต่เราสามารถช่วยลดงบตลาดได้ ซึ่งกลุ่มธุรกิจยานยนต์ใช้งบโฆษณามากที่สุดเทียบกับธุรกิจอื่น โดยในส่วนของงบออนไลน์ใช้มากถึง 3,000 กว่าล้านบาท จากมูลค่ารวม 12,000 ล้านบาท”

ขณะนี้มีผู้ประกอบการรถยนต์หลายรายให้ความสนใจเข้าระบบของเราแล้ว อย่างน้อย 3 แบรนด์ที่จะสรุปในปีนี้ จากตลาดรวมมีมากกว่า 30 แบรนด์

ที่มา https://mgronline.com/business/detail/9630000084643

Related links

ค่ายรถดีเซลวิ่งฝุ่นตลบ เลื่อนมาตรฐานไอเสียยูโร 5

ตามที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอให้รัฐบาลขยับมาตรฐานไอเสียรถยนต์ใหม่ จากเดิมรถยนต์ที่ขายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ต้องผ่านมาตรฐานระดับยูโร 5 และปี พ.ศ. 2565 เป็นยูโร 6 (โดยไม่แบ่งว่าเป็นกลุ่มรถเล็ก คือ เก๋ง ปิกอัพ หรือรถใหญ่ คือ รถบรรทุก) ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรม ผลักดันให้บังคับใช้เร็วขึ้น หวังช่วยลดมลพิษ และฝุ่นพิษ PM2.5

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อาศัยความเดือดร้อนในช่วงโควิด-19 และอ้างความพร้อมของมาตรฐานนํ้ามัน เพื่อขอความเห็นใจรัฐบาล ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอให้พิจารณาข้อบังคับดังกล่าวใหม่ และขอให้เลื่อนมาตรฐานรถยนต์ยูโร 5 ไปเป็นปี 2568 และ ยูโร 6 ปี เป็นปี 2571 ขณะที่รถใหญ่​ (รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป) ขอเป็นยูโร 5 ปี​ 2569 และ ยูโร 6 ปี 2574

ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีความเห็นในวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ให้เลื่อนมาตรฐานไอเสียรถยนต์ ยูโร 5 ยูโร 6 ออกไป แต่ไม่ขยับระยะเวลาไปไกลตามที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ร้องขอ โดยยึดหลักตามมติ ครม.เดิม คือ ไม่แบ่งแยกรถเล็ก-รถใหญ่ และการขยับมาตรฐานจาก ยูโร 5 ไปเป็นยูโร 6 ยังคงห่างกัน 1 ปี

ในที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบให้รถยนต์มาตรฐาน ยูโร 5 เลื่อนออกไปเป็น ปี 2567 (เดิม พ.ศ. 2564) และ ยูโร 6 เป็นปี 2568 (เดิม พ.ศ. 2565) หรือขยับช้าออกไปอีก 3 ปี ส่วนมาตรฐานนํ้ามันยูโร 5 ยังคงเดิมที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอมติ อย่างเป็นทางการ(มีหนังสือเวียน) จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเด็นมาตรฐานรถยนต์ยูโร5 และ ยูโร 6 เริ่มพูดคุยมาตั้งแต่ปี 2558 และพอเจอปัญหา PM 2.5 ก็ถูกหยิบยกมาผลักดันให้มีความชัดเจน เสนอโดยกระทรวงอุตสาหกรรม และคุยในรายละเอียดกับบรรดาค่ายรถยนต์จบปลายปี 2562 จนออกมาเป็นมติครม.มีผลบังคับใช้ ยูโร 5 ในปี 2564 และ ยูโร 6 ในปี 2565 แต่ปีนี้มีบางค่ายรถยนต์พยายามเลื่อนมาตรฐานไอเสียนี้ออกไปอีก

ที่มา https://www.thansettakij.com/content/motor/444399

Related links

“โตโยต้า” ลั่นอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยฟื้นเร็ว ยันกอดแชร์ 33%

ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทาย และความยากลำบากของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง สำหรับผู้ประกอบการชาวไทย ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านมาครึ่งทาง แม้ผลงานจะดูย่ำแย่ด้วยตัวเลขที่หดตัวไปเกือบครึ่ง

แต่ในมุมมองของบิ๊กเพลเยอร์ “มิจิโนบุ ซึงาตะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มองว่า ประเทศไทยยังโชคดีที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีความแข็งแกร่ง มั่นใจว่า น่าจะฟื้นได้เร็วกว่าประเทศอื่น ๆ และไม่ใช่แค่ภูมิภาค แต่เป็นในทวีปเอเชียด้วยซ้ำไป

การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและระดับโลก ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศและส่งออกหดตัวในช่วง 2 ไตรมาส ตัวเลขยอดขายตลาดรวมไตรมาสแรกอยู่ที่ประมาณ 200,000 คัน ลดลง 24.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และโตโยต้ามียอดขายอยู่ที่ 56,200 คันลดลง 35% จากยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

ส่วนในช่วงไตรมาส 2 ขายได้ 128,500 คัน หดตัวลง 51% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
โดยโตโยต้ามียอดขายอยู่ที่ 38,100 คัน หดตัวลงมากกว่า 55% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ทั้งนี้ เป็นผลตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมาที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการของตลาดลดลงอย่างฉับพลัน

ส่วนตลาดส่งออกก็หดตัวลงไม่แพ้กันเพราะสถานการณ์โควิดทั่วโลกรุนแรงกว่าบ้านเราโดยครึ่งปีแรกประเทศไทยส่งออกได้เพียง 970,000 คัน ลดลงมากถึง 30%

ที่มา https://www.prachachat.net/motoring/news-498341

Related links

กฟผ.ชงบอร์ดลุยสร้างคลังก๊าซอ่าวไทย 5 ล้านตัน

กฟผ.เสนอบอร์ด ไฟเขียวแผนลงทุนสร้างคลังรับจ่ายแอลเอ็นจีลอยน้ำ พื้นที่อ่าวไทย 5 ล้านตันต่อปี วงเงิน 24,500 ล้านบาท

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เตรียมนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กฟผ. ที่มี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ในเร็วๆนี้ พิจารณาอนุมัติแผนลงทุนก่อสร้างโครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้ำ (Floating Storage and Regasification Unit หรือ FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ของ กฟผ. หลังทำการศึกษาโครงการฯเสร็จสิ้นแล้ว

โดยหากบอร์ด กฟผ. เห็นชอบตามแผนลงทุนฯที่นำเสนอแล้ว กฟผ.ก็จะเดินหน้าออกประกาศเอกสารเชิญชวน(TOR)การประมูล เพื่อจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมาก

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/890417?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=economic

Related links

ส่องอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย พร้อมปรับตัวรับวิถีชีวิตใหม่

ยังเป็นคำถามที่กำลังรอคำตอบว่า ไวรัสโควิด-19 ทำลายอุตสาหกรรมยานยนต์ไปขนาดไหน?

และชีวิตวิถีใหม่ในอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไร?

คำตอบจาก สภาอุตสาหกรรมฯ ยืนยันว่า ประเทศไทยผลิตรถปีละราว ๆ 2 ล้านคัน แบ่งเป็นขายในประเทศ 1 ล้านคัน ส่งออก 1 ล้านคัน

แต่ผลกระทบโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ทำให้ประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศจะเหลือเพียง 6 แสนคัน ส่วนส่งออกก็น่าจะใกล้เคียงกัน

ส่วนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์สู่ภาวะปกติอีกครั้งคาดว่าอาจเป็นช่วงกลางปี 2564 หรือถึงต้นปี 2565

สถิติยอดขายรถยนต์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีปริมาณการขาย 270,591 คันลดลง 38.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลงสูงสุด 42.2% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 35.6% ถือเป็นการลดลงต่ำสุดในรอบ 30 ปี

ที่มา https://www.prachachat.net/motoring/news-488856

Related links

“พรีไซซ” โชว์ศักยภาพยกระดับหม้อแปลงไฟฟ้า ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อโลกเพื่อเรา

สายธุรกิจ Power Distribution and Energy Management ในเครือบริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRECISE ผู้นำด้านการพัฒนาไฟฟ้าและพลังงานอย่างครบวงจร ภายใต้คุณธรรมและความเป็นมืออาชีพ จากสถานการณ์การแข่งขันของภาคธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจที่ผ่านเหตุการณ์โรคระบาดโควิด-19 และกำลังเดินเกมรุกกันอย่างเต็มที่ พรีไซซยังโชว์ผลงานได้ดีต่อเนื่องและธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย ในกลุ่มของสินค้าหม้อแปลงยังโตต่อเนื่องและยังมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Power is Life ที่มองว่าพลังงานมีความสำคัญและต้องใช้อย่างคุ้มค่าให้มากที่สุด

นายวิทูร เจียมจิตต์ตรง ประธานกรรมการ บริษัท พรีไซซ อีเลคตริค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (PEM) บริษัทในเครือพรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRECISE กล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานและสิ่งแวดล้อม สินค้าทุกชิ้นของบริษัท ผลิตขึ้นมาจากการออกแบบที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการใช้วัตถุดิบที่ไม่จำเป็นและลดปริมาณสิ่งตกค้างในระบบนิเวศ จากขั้นตอนการผลิตจากโรงงาน และต่อยอดไปสู่การวิจัยคิดค้นนวัตกรรมหม้อแปลงระบบจำหน่ายแบบทรีโอ้ (TriO) หม้อแปลงสามเฟส อนุสิทธิบัตรเลขที่ 1703002020 ที่มีแกนหล็กของหม้อแปลงแบบทรีโอ้ประกอบด้วยวงแกนหล็กที่เหมือนกันสามวงมาจัดเรียงกันเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าเพื่อประกอบเป็นแกนหล็กสามเฟส โดยขาของแกนเหล็กทั้งหมดจะเกิดจากวงของแกนเหล็กสองวงวางชนกันที่ตำแหน่งของมุมของสามเหลี่ยม แกนเหล็กแบบทรีโอ้นั้นมีโครงสร้างของแกนเหล็กที่ดีกว่า เนื่องจาก ใช้วงแกนเหล็กมีรอยต่อและช่องว่างอากาศระหว่าง แกนเหล็กเพียง 3 รอยต่อ ซึ่งเมื่อเทียบกับหม้อแปลงปกติแกนเหล็กแบบวางเรียงนั้นจะมีจุดต่อรวมทั้งช่องอากาศหลายจุดทำให้เกิดความสูญเสียของแม่เหล็กสูงกว่า ทำให้ความสูญเสียขณะไม่มีโหลดและกระแสกระตุ้นเหล็กต่ำกว่า เสียงรบกวนฮัมขณะที่ใช้เงียบกว่ารุ่นธรรมดา ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าบางประเภท ลดความอันตรายของชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่ใกล้เคียงได้คุ้มค่ามากที่สุด หม้อแปลงมีกระแสฮามอร์นิกส์ที่น้อยกว่าคงทนต่อสภาวะการลัดวงจรได้สูงสุด รวมทั้งยังลดความร้อนสะสมของการใช้งาน การเลือกใช้วัตถุดิบที่น้อยลงส่งผลให้ใช้พื้นที่ในการติดตั้งที่น้อยลง และมีน้ำหนักเบากว่าหม้อแปลงแบบปกติทั่วไป และนี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นของหม้อแปลงแบบทรีโอ้ที่พรีไซซคิดค้นและตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานและสิ่งแวดล้อม “จุดพลังแห่งความรุ่งเรืองร่วมกัน”

ที่มา https://www.ryt9.com/s/prg/3137696

Related links