จับประเด็น: ‘สมชาย’ ชี้ พรบ.โรงงานใหม่หนุนเอกชน

นายสมชาย หาญหิรัญ รมช.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่าภายในเดือน ต.ค.-พ.ย.ปีนี้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงานฉบับแก้ไขใหม่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสนับ สนุนโรงงานในประเทศให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ขณะเดียวกันกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เพื่อที่จะดำเนินโครงการผลักดันทำให้โรง งานต่างๆ นั้นเข้าร่วมปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อใช้ลดพลังงานในโรงงาน รวมถึงการควบคุมกระบวนการผลิตต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ออฟ ติงส์ (ไอโอที) โดยนำร่อง 10 โรงงาน อาทิ กลุ่มโรงงานแปรรูปปาล์มน้ำมัน โรงไฟฟ้า และโรงงานที่ใช้หม้อน้ำเป็นหลัก

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2967199

Related links

สนง.สถิติจีนเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. ขยายตัว 5.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq28/2967291

Related links

SMEs โอกาสทางธุรกิจใหม่ของผู้ผลิตหุ่นยนต์

ในสายตาของผู้ผลิตหุ่นยนต์ หรือผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ มักมองว่า SME ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าสำคัญ เนื่องจากขนาดของธุรกิจ กำลังซื้อ และความต้องการที่น้อยกว่าจากธุรกิจรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ก็มีผู้ที่มีความเห็นว่า SME นี้เอง ที่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่อาจกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต

Robot Revolution & Industrial IoT Initiative องค์กรส่งเสริมการใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากประเทศญี่ปุ่น เล็งเห็นว่า “หุ่นยนต์ที่เหมาะกับ SME ไม่ใช่หุ่นยนต์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้กันตามโรงงาน แต่เป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขนาดเล็ก หุ่นยนต์บริการ และหุ่นยนต์อเนกประสงค์ที่ทำงานได้หลายรูปแบบ”

ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า การจะพัฒนาหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์กลุ่ม SME ที่มีความต้องการหลายหลายเช่นนี้เป็นเรื่องยากกว่าการพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมสำหรับกระบวนการผลิตที่ตายตัว อีกทั้งธุรกิจ SME ส่วนมากมักไม่มีผู้เชี่ยวชาญหุ่นยนต์เพื่อดูแลระบบการผลิต ทำให้บริการหลังกายขาย เช่น การแนะนำวิธีซ่อมแซมหุ่นยนต์จากทางไกลไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ทำให้เกิดแนวคิดว่า “หากไม่สามารถตอบโจทย์ SME ทุกอุตสาหกรรมได้ ทำไมไม่เลือกเฉพาะบางอุตสาหกรรมแทน?”

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้ผลิตหุ่นยนต์หลายราย เลือกที่จะพัฒนาหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองความต้องการที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ทำอาหารจากบริษัท Connected Robotics และ หุ่นยนต์ทำเครปจาก Morirobo เพื่อตอบสนองต่ออุตสาหกรรมอาหาร, หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำจาก Full Depth ซึ่งสามารถใช้ในการตรวจสอบกระชัง หรือคัดแยกปลา เพื่ออุตสาหกรรมการประมง, หุ่นยนต์ทำความสะอาด สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จาก Biko, และอื่น ๆ 

และอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คืออุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานเป็นอย่างมาก ซึ่งการนำหุ่นยนต์เข้าใช้ จะช่วยลดความต้องการแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นเหตุให้บริษัท inaho พัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมการเกษตรขึ้นมา ด้วยการนำเสนอบริการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งผู้ใช้ สามารถเรียกใช้หุ่นยนต์ในการช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิต แทนที่การซื้อหุ่นยนต์เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเกษตรจะตัดสินใจเช่นนั้น นอกจากนี้ ระหว่างเก็บเกี่ยว หุ่นยนต์ยังรวบรวมข้อมูล เช่น สภาพผลผลิต ปริมาณของเสียจากการผลิต และอื่น ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นการทำธุรกิจหุ่นยนต์ ในรูปแบบของ RaaS (Robot as a Service) นั่นเอง

ซึ่งจากแนวทางเหล่านี้แล้ว พบว่า การขายหุ่นยนต์ในฐานะสินค้า และบริการให้กับ SME นั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เคยคาดการณ์ และมีสิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจความต้องการของ SME ให้ได้ก่อนนั่นเอง

ที่มา : Nikkan Kogyo Shimbun

Related links

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ยืนยันความร่วมมือในการจัดกิจกรรม และจัดแสดงเทคโนโลยีในงานโพรแพ็ค เอเชีย 2019

นายวีระ อัครพุทธิพร อุปนายกสมาคมฯและประธานคณะกรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และ นางสาววันทิตา พรธนาวงศ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมยืนยันความร่วมมือในการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม พร้อมจัดกิจกรรมการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเอเชีย 2019 ขึ้น ภายในงานโพรแพ็ค เอเชีย 2019 โดยมีสมาชิกและผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั่วเอเชียเข้าร่วมงานประชุมฯ งานโพรแพ็ค เอเชีย 2019 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพ

ที่มา ThaiPR.net

Related links

ดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนสูงสุดรอบ6ปี ขยับเป้าผลิตรถยนต์หลังยอดขายพุ่ง!

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเดือน ต.ค. อยู่ที่ระดับ 92.6 เพิ่มขึ้นจากระดับ 91.5 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งมาจากคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการรายกลางและขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นช่วงปลายปีรองรับเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส

ขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ปรับตัวลดลงส่งผลดีต่อต้นทุนค่าขนส่ง ประกอบกับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับขึ้นมาที่ระดับ 106.7 เพิ่มขึ้นจาก 106.1 ในเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 77 เดือน มีปัจจัยหนุนจากการที่ไทยจะมีการเลือกตั้งปีหน้า ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป “ผู้ประกอบการยังกังวลต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงสงครามการค้าจีนสหรัฐฯที่อาจกระทบส่งออกไทย อีกทั้งเงินบาทยังแข็งค่า ดังนั้น ภาครัฐควรออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศและส่งเสริมการค้าการลงทุนในอาเซียน”

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.ได้ปรับเป้าการผลิตรถยนต์ปีนี้เป็น 2,100,000 คัน จากเป้าเดิม 2,080,000 คัน เพิ่มขึ้น 5.59% จากปีก่อนที่ผลิตได้ 1,988,823 คัน แยกเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ปรับขึ้นอีก 20,000 คัน เท่ากับว่าตลอดทั้งปีนี้จะมียอดจำหน่ายรถยนต์ที่ผลิตได้ในประเทศทั้งสิ้น 1,000,000 คัน จากปีที่แล้วที่ผลิตและจำหน่ายได้ 862,391 คัน เนื่องจากประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และรถยนต์เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีพของคนไทยยุคนี้ ขณะที่การผลิต เพื่อส่งออกยังคงเป้าเดิมที่ 1,100,000 คัน คิดเป็น 52.38% ของยอดผลิตทั้งหมดลดลง 2.35% จากปีก่อน “ยอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถกระบะส่งสัญญาณต่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโต ซึ่งมาจากการที่รัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การลงทุนภาครัฐและเอกชนมีความมั่นใจมากขึ้น”

นายจงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจ CEO Survey ทิศทางเศรษฐกิจปี 62 พบว่าผู้ประกอบการมองเศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวและการเลือกตั้งจะสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีช่วยดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้ และปีหน้าต้องการให้รัฐสนับสนุนให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจใช้สินค้าจากผู้ผลิตในประเทศ และให้เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอีอีซี เป็นต้น

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

อิหร่านเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมถดถอยลง จากผลกระทบมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ

เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ Eghtesda ของอิหร่านรายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของอิหร่านได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ

นายโมห์เซ็น ซาเลฮิเนีย รัฐมนตรีช่วยกระทรวงอุตสาหกรรม การเหมืองแร่ และการค้าของอิหร่าน เปิดเผยว่า กว่า 30% ของบริษัทด้านการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมของอิหร่าน กำลังเผชิญกับผลผลิตที่ต่ำลง พร้อมระบุว่า บริษัทด้านการผลิตจำนวน 43,000 รายซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 973 แห่งนั้น มีการจ้างงานในสัดส่วนสูงถึง 45% ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ

สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างรายงานของกระทรวงฯว่า อุปสงค์ที่อ่อนแรงลง และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่สหรัฐประกาศคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่นั้น เป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้ภาคการผลิตของอิหร่านถดถอยลง

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Related links

SPCG ขานนโยบายรัฐรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟภาค ปชช. หนุนกำลังผลิตไฟฟ้า ปท.

SPCG ขานรับนโยบายรัฐรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟภาคประชาชน 100 เมกะวัตต์ จัดแพ็กเกจพิเศษคืนทุนระยะสั้น 6 ปี ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าระยะยาว พร้อมหนุนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศปี 2019 เพื่อความมั่นคงพลังชาติอย่างยั่งยืน

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน จำนวน 100 เมกะวัตต์ (MW) ในช่วงไตรมาส 2/62 ว่า เป็นโอกาสอันดีของประชาชนที่สนใจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟไว้ใช้งานเองในปีนี้ ซึ่ง SPCG ในฐานะผู้นำในธุรกิจโซลาร์รูฟ ขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ โดยในส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีการต่อยอดมาจากโซลาร์ฟาร์มมาสู่ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ปี 2018

ในส่วนของโซลาร์ภาคประชาชนจำนวน 100 MW นี้ หากประมาณการณ์การติดตั้งให้แต่ละครัวเรือน ครัวเรือนละ 5 kWp สามารถครอบคลุมประชาชนได้ถึงปีละกว่า 20,000 ครัวเรือนทีเดียว นอกจากนี้การที่ภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานเพื่อประหยัดไฟฟ้าของครัวเรือนแล้ว นับเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าและการเป็นผู้นำของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง รวมทั้งยังเป็นประเทศเดียวที่มีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของภาครัฐที่มองเห็นประโยชน์จากการที่ประชาชนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ เพื่อการประหยัดค่าไฟฟ้าและยังสามารถนำไฟฟ้าที่เหลือใช้มาขายคืนกลับเข้ารัฐได้ด้วย

ดร.วันดี กล่าวด้วยว่า SPCG มีการเตรียมความพร้อมขานรับนโยบายนี้ โดยการออกแพ็กเกจราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟ จะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาเพียง 6 ปี ก่อนหน้านี้ ภาครัฐเคยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟ และติดต่อขอขายไฟฟ้าให้ภาครัฐได้ในครั้งก่อน จำนวน 100 MW ปรากฏว่ามีประชาชนให้การตอบรับมากถึง 7 เท่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้เป็น Model ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แสดงให้เห็นว่าการประกาศนโยบายโซลาร์ภาคประชาชนครั้งนี้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง คือมุ่งเน้นการติดตั้งไว้ใช้งานเองเพื่อประหยัดพลังงาน ส่วนที่เหลือสามารถขายคืนกลับเข้าการไฟฟ้าของภาครัฐได้ และที่สำคัญทุกครัวเรือนสามารถติดตั้งได้ เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการประกาศความชัดเจนเพิ่มเติมว่าแต่ละพื้นที่จะจัดสรรการรับซื้อไฟฟ้าจำนวนเท่าไร และราคารับซื้อไฟฟ้าจะเป็นอย่างไรสำหรับประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นนี้ได้ที่โฮมโปรทุกแห่งในฐานะเป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จนถึง 30 เมษายนนี้

“สำหรับประชาชนที่สนใจติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ควรเลือกผู้ผลิตและจัดจำหน่ายที่มีความมั่นคง เพราะอายุการใช้งานของแผงเซลล์แสงอาทิตย์นั้นยาวนาน 20-30 ปี ซึ่งระบบอุปกรณ์ทุกชิ้นต้องมีประวัติการใช้งานมายาวนาน และต้องเน้นในเรื่องความปลอดภัยต่อการใช้งานด้วย โดย SPCG เลือกใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์คุณภาพสูงจาก Kyocera Corporation ประเทศญี่ปุ่น ใช้เครื่องแปลงไฟฟ้า (Inverter) จาก SMA ประเทศเยอรมนี และทีมงาน EPC ที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ SPCG ก็มีประสบการณ์มานานนับ 10 ปีแล้ว ดังนั้นการจะเลือกผู้ประกอบการที่จะดำเนินเรื่องระบบโซลาร์รูฟควรเลือกที่คุณภาพเป็นสำคัญ” ดร.วันดีกล่าว

ที่มา ไทยรัฐ

Related links

ฟอร์ดเล็งปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในบราซิล หวังลดกำลังการผลิตในอเมริกาใต้

บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์ของสหรัฐเผยบริษัทจะปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในบราซิล และปรับลดกำลังการผลิตในอเมริกาใต้ เพื่อหวังจะเบนเข็มธุรกิจของบริษัทจากภูมิภาคดังกล่าว

สำหรับโรงงานที่จะปิดตัวลงนั้นตั้งอยู่ที่เซา เบร์นาโด ดู กัมโป ซึ่งเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ในรัฐเซา เปาโล โดยฟอร์ดระบุว่า ทางบริษัทต้องการที่จะปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรจากการผลิตในอเมริกาใต้

ทั้งนี้ บริษัทวางแผนที่จะระงับการจำหน่ายรถบรรทุกและรถยนต์โดยสารทั้งหมด 4 รุ่นที่ผลิตในโรงงานที่เซา เบร์นาโด ซึ่งได้แก่ รถยนต์รุ่น Fiesta, รถปิ๊กอัพรุ่น F-350 และ F-4000 รวมถึงรถกระบะรุ่น Cargo

อย่างไรก็ตาม ฟอร์ดไม่ได้เปิดเผยถึงจำนวนคนงานที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานครั้งนี้ โดยพนักงานในโรงงานเซา เบร์นาโด ดู กัมโป มีจำนวนทั้งสิ้น 3,000 คน

ฟอร์ดระบุว่า บริษัทได้พยายามปรับลดเงินเดือนพนักงานและต้นทุนการบริหารในอเมริกาใต้ โดยฟอร์ดตั้งใจจะขยายพันธมิตรไปทั่วโลก และยกระดับสายการผลิตรถยนต์เอสยูวีและปิ๊กอัพ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แม้ฟอร์ดจะตัดสินใจปิดโรงงานผลิตและปรับลดการดำเนินงานในอเมริกาใต้ แต่นายไลเลย์ วัตเทอร์ส ประธานฟอร์ดประจำอเมริกาใต้ กล่าวว่า ทางบริษัทยังคงปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาคดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Related links

เฟดเผยการผลิตภาคอุตฯร่วง 0.6% ในเดือนม.ค. ปรับตัวลงครั้งแรกรอบ 8 เดือน

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐปรับตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากการร่วงลงของการผลิตรถยนต์ และเครื่องจักร

เฟดเปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐร่วงลง 0.6% ในเดือนม.ค.
ทั้งนี้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นการวัดการปรับตัวของภาคการผลิต, เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Related links

บอร์ดค่าจ้าง เตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 62 จ่อเคาะตัวเลขเดือน มี.ค.

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 62 นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ประธานคณะกรรมการค่าจ้าง กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำปี 2562 ว่า การประชุมวันนี้คณะกรรมการไตรภาคีเข้าประชุมครบทุกฝ่าย และอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำทุกจังหวัด ได้ส่งตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละจังหวัดเข้ามาครบแล้ว มีการเสนอปรับขึ้นบ้างแต่ไม่มาก กำลังตรวจสอบว่าตัวเลขตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ มติที่ประชุมแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร เพราะมติที่ประชุมอาจเห็นว่าน่าจะให้ขึ้นแค่ 1-2 บาท หรือ 5 บาท

ทั้งนี้ แต่ตัวเลขตามสูตรการคำนวนอาจจะไม่ตรงกัน ก็ต้องเอา 2 ตัวเลข มาดูอีกรอบหนึ่ง อัตราที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไร ส่งให้อนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาตรวจสอบ เพื่อความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แล้วจึงเอาข้อสรุปเข้าที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง

สำหรับการพิจารณายังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย ว่ามีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำออกมาเป็นเท่าไร กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยมีปัจจัยการพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้าง ที่ลูกจ้างได้รับในปัจจุบัน ดัชนีชี้วัดค่าครองชีพ อัตราค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อ มาตรฐานค่าเฉลี่ยค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิตราคาสินค้าและบริการ ความสามารถในการประกอบธุรกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ

ที่มา ไทยรัฐ

Related links