สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย เชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ร่วมกับ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานโพรแพ็ค เอเชีย 2019 ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจในธุรกิจและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเข้าร่วมงานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019 (Asia Drink Conference 2019) โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้นำด้านผลิตเครื่องดื่มชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ อาทิ โคคา-โคลา, ทิปโก้, ไทยนามทิพย์, กรีนสปอต, ซานมิเกล, เอฟแอนด์เอ็น, โดล และ เสริมสุข ฯลฯ ร่วมให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ทั้งในเรื่องของทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลกตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เทคโนโลยีการผลิต ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก (Consumer Insight) และ บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ โดยไฮไลท์ของงานสัมมนาและการประชุมฯ คือการหยิบยกประเด็นเรื่อง โดยแนวคิดในงานสัมมนาและการประชุมฯ ในครั้งนี้จะมุ่งเน้นในหัวข้อ “เครื่องดื่ม 4.0 วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์” ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่เป็นประโยขน์สำหรับนำไปพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019 (Asia Drink Conference 2019) จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ห้องประชุม 222-223 โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายในงาน โพรแพ็ค เอเซีย 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณกัญญศา มิตรเกษม โทร 02-0360511 Email : Kanyasa.m@ubm.com

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2983398

Related links

THIP บริจาควัตถุดิบคงเหลือจากการผลิต แก่ ‘กรมราชทัณฑ์’

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP โดย คุณกวิน พันธุ์ศิริ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการบริจาควัตถุดิบคงเหลือจากการผลิต ประเภทแผ่นโฟมยาง จำนวน 25,000 แผ่น หลอดดูดเครื่องดื่ม จำนวน 140,000 หลอด ส่งมอบผ่าน ‘กรมราชทัณฑ์’ โดย พ.ต.อ. ดร. ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนและนำไปใช้ประโยชน์ในการฝึกวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ณ ทัณฑสถานหญิงสมุทรปราการ และทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมบริจาคผ้าอนามัยของใช้จำเป็นสำหรับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 720 ห่อ โดยบริษัทฯ ตระหนักและให้ความสำคัญ บทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป

ที่มา mmthailand.com

Related links

ซีอีเอ จับมือ สสว. เพิ่มมูลค่าสปาไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจจขนาดกลางและขนาดย่อม พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดโครงการ “ยกระดับและเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสปาไทย” (Creative Spa & Wellness Thailand) การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสปา เวลเนส และนวดไทย ผ่านกระบวนความคิดสร้างสรรค์ สร้างจุดขายให้กับแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมสปาไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เมื่อเร็วๆ นี้ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) กรุงเทพฯ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2979090

Related links

หนุนหุ่นยนต์ขับเคลื่อน ‘อีอีซี’

ภาวการณ์ลงทุนในโลกเปลี่ยนไป หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่แรงงานมากขึ้น และหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอัตโนมัติ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ภายในประเทศ ทำให้ยอดการใช้หุ่นยนต์ของไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี EEC) ที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์

อุตฯ หุ่นยนต์มาแรง
ปัจจุบันประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ และมีการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในสายการผลิตมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในการสร้างอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์ ส่วนทิศทางของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์นั้นจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรนั้น นายชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม (Factory Automation) ถือเป็นกลุ่มนิวเอสเคิร์ฟที่สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวเกี่ยวโยงเกือบจะทุกภาคส่วนธุรกิจที่ต้องการนำเทคโนโลยี ระบบบิ๊กดาต้า และนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาบริหาร รวมถึงลดต้นทุนทางด้านแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเพื่อเพิ่มผลผลิต

ดังนั้น จึงมองว่าประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาแรงงาน ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพิ่ม จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพสินค้า และต้นทุนสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งหากไทยมีฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่เข้มแข็ง ก็จะช่วยดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยได้

หนุนสิทธิประโยชน์ดึงลงทุน
อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันฯ ได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) นำโครงเรื่องและผลศึกษาเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในประเทศ และผลิตบุคลากรรองรับไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นคน พร้อมเงื่อนไขต้องอุดหนุนวัตถุดิบและผลิตในประเทศไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อแลกกับสิทธิการยกเว้นภาษีการลงทุน 3 ปี และข้อเสนออื่นๆ เพื่อดึงต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน

ปัจจุบันคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีมาใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติให้มากขึ้น แต่ก็ยังติดกฎระเบียบที่กำหนดการให้สิทธิประโยชน์ได้เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่สามารถแยกให้การส่งเสริมเป็นกิจกรรมได้ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เครือซีพี, เอสซีจี, โฮมโปร, สหพัฒนพิบูลย์ ซึ่งจะลงทุนขนาดใหญ่จัดคลังสินค้าอัจฉริยะ หรือลงทุนระบบผลิตในโรงงานโดยใช้หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติมาใช้งาน เพราะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ไม่อยู่ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ดังนั้น จะส่งเรื่องการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์นี้ให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์ เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้ลงทุนได้

บิ๊กเอกชนสนลงทุนอีอีซี
นายชิต กล่าวว่า สำหรับความสนใจจากนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น มีบริษัทรายใหญ่มาสอบถามแสดงความสนใจลงทุนจำนวนมาก บางรายขอพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่เพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ขณะนี้มียื่นเข้ามาแล้ว 7-8 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจากจีนและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดโลกด้านหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่นอยู่แล้ว คาดว่าหลังจากได้ตัวรัฐบาลใหม่จะได้เห็นการเข้าขอลงทุนอีกจำนวนมากในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 3 ปีนับจากนี้ปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์และออโตเมชั่นในไทยจะอยู่ที่ 4-5 แสนล้านบาท ขณะที่การซัพพลายน่าจะมีการลงทุนรวมทั้งสิ้น 2-3 หมื่นล้านบาท จากกลุ่มทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี และจากการเปิดเผยตัวเลขขอรับการลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นั้นมีการขอลงทุนทั้งสิ้นราว 6.78 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 50% หรือประมาณ 3.37 แสนล้านบาท มีเป้าหมายที่จะลงทุนเกี่ยวกับหุ่นยนต์และออโตเมชั่น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) ระบุว่าภายในปี 2562 ตลาดหุ่นยนต์และออโตเมชั่นจะขยายตัวถึง 19% ถือเป็นอัตราเติบโตอันดับหนึ่งของอาเซียน และเป็นอันดับ 4 ของโลก

นายชิต กล่าวว่าอีอีซีได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนนานาชาติ ทั้งในด้านเงินลงทุน ด้านการร่วมพัฒนาบุคลากรให้ตรงตาม Demand Driven เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมได้คนทำงานที่มีทักษะตามต้องการ คนไทยก็จะมีงานทำมากขึ้น ว่างงานน้อยลง และอีกด้านคือการจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ ทั้งหมดนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างความก้าวหน้าให้เมืองไทยได้แบบก้าวกระโดด ฯลฯ

“นวัตกรรม ซึ่งเรามองหาความร่วมมือจากผู้ประกอบการอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ประเด็นสำคัญอยู่ที่ต้องการองค์ความรู้และเทคโนโลยีชั้นนำเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ของประเทศไทย เพราะสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาการที่ล้ำหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การที่ผมดูแลกลยุทธ์การลงทุนในพื้นที่อีอีซีด้วย พบว่าเราสามารถส่งเสริมการนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ผ่านการลงทุนจากต่างประเทศได้อีกไม่น้อย” นายชิตกล่าว

ไม่กังวลแม้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่
นายชิตกล่าว ถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนมา พ.ร.บ.อีอีซีเดินหน้าต่อ เพราะมี พ.ร.บ.อยู่ อย่างเช่นโครงการใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน, โครงการรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เดินหน้าโครงการไปแล้ว เรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลักๆ จะเร่งดำเนินการให้เสร็จ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็สามารถเดินหน้าได้ก่อน

นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ทีเส็บ สายงานธุรกิจ กล่าวว่า ทีเส็บพร้อมสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าในไทยที่รองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งไทยมีรากฐานเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าที่เข้มแข็ง จึงมีความพร้อมยกระดับไปสู่การจัดแสดงเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในวงกว้างมากขึ้น

สำหรับงานแสดงสินค้าของประเทศไทยที่เกี่ยวกับระบบโรโบติกส์ จะถูกฝังไปจัดที่กลุ่มเครื่องจักรกล ในประเทศไทยติดโผของ UFI 5 งานด้วยกัน เป็นที่ที่ทีเส็บให้การสนับสนุนมา 5 ปี ดังนั้นตั้งแต่ตอนต้นได้มีการผลักดันใน 5 งาน การที่จะได้การรับรอง UFI คือเพิ่มขนาดจำนวนของผู้เข้าร่วมงานนำเอาเทคโนโลยีมาร่วมในงานมากขึ้น จำนวนของนักลงทุนหรือเจ้าของที่เกี่ยวกับออโตเมชั่นเข้ามาอยู่ในงานมีจำนวนมากขึ้น  โจทย์หลักๆ ของทีเส็บคือต้องการใช้ตัวงานแสดงสินค้านี้เป็นเวทีในการที่จะให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงนวัตกรรมต่างประเทศโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นจะพยายามให้การสนับสนุนที่ไม่ใช่ตัวเงินเพื่อที่จะปิดโอกาสให้ออแกไนเซอร์จัดงานเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อุตฯ หุ่นยนต์โต 20%
นายประพิณ อภินรเศรษฐ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) กล่าวว่า การใช้หุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรมในปี 2561 ที่ผ่านมาก็ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 20% มีจำนวนกว่า 3 พันตัว แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่โต 25% ส่วนในปี 2562 คาดจะโตได้มากกว่า 20% โดยส่วนใหญ่จะขยายตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ส่วนอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีมีการใช้หุ่นยนต์ขยายตัวประมาณ 10%

โดยที่ผ่านมารัฐบาลตั้งเป้าส่งเสริมการใช้หุ่นยนต์ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้หุ่นยนต์เร่งด่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร และ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของการใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมของไทยที่ขยายตัวปีละ 20% หากรัฐบาลให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้ามาใช้หุ่นยนต์เพิ่มขึ้น รักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับ 4% ต่อปี ก็คาดว่าภายใน 5 ปี ความต้องการหุ่นยนต์ภายในประเทศจะมีเพียงพอในการตั้งโรงงานผลิต

ก็ต้องติดตามกันว่าหลังจากนี้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะเดินไปในทิศทางไหน จะสามารถนำเอามาใช้แทนแรงงานคนได้มากน้อยเพียงใด และในอีอีซีจะมีความต้องการจริงหรือ ทั้งหมดนี้ต้องติดตามตอนต่อไป ว่าคนหรือหุ่นยนต์จะตอบสนองได้มากกว่ากัน.

“ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวลดการพึ่งพาแรงงาน ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพิ่ม จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพสินค้า และต้นทุนสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งหากไทยมีฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่เข้มแข็งก็จะช่วยดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยได้”

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2976809

Related links

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง เยี่ยมชมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะนักลงทุนจาก Kunming Comprehensive Bonded Zone Management Committee พร้อมด้วยกลุ่มนักลงทุนที่เดินทางมาเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายและนำเยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการระดับเวิลด์คลาสสำหรับให้บริการแก่ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายจักรกฤษณ์ ไชยสนิท (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 4 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2975403

Related links

ดูราเกรสและเซอเกรสร่วมงาน Home Pro Expo ครั้งที่ 29

สมบูรณ์ อุรานุกูล กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยจิโรภาส เจริญภักดี ผู้จัดการส่วนขายโมเดิร์นเทรด บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI GROUP กลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำของประเทศไทยภายใต้แบรนด์ดูราเกรสและ เซอเกรส ร่วมพิธีเปิดงาน Home Pro Expo ครั้งที่ 29 มหกรรมต้นแบบงานเรื่องบ้านตัวจริงและครบวงจรที่สุด พร้อมเยี่ยมชมบูธดูราเกรสและเซอเกรสหมายเลข E22 ภายในงานที่จัดขึ้น ณ ฮอลล์ 9 – 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 15-24 มีนาคม 2562 นี้ โดยมี คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ วีรพันธ์ อังสุมาลี รองกรรมการผู้จัดการ และคุณธนะวัฒน์ คลังสุนทรรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดซื้อเซรามิคและสุขภัณฑ์ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ “โฮมโปร” ให้เกียรติต้อนรับ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ที่มา www.ryt9.com/s/tpd/2973711

Related links

สศอ.พบกำลังผลิตสุราพุ่ง65%อานิสงส์เลือกตั้ง-รับสงกรานต์

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ว่า เอ็มพีไอลดลงเล็กน้อยอยู่ระดับ 105.24 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2561 คิดเป็น 1.56% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 69.03% โดยเอ็มพีไอที่ลดลงสาเหตุหลักมาจากหลายอุตสาหกรรมมีการผลิตลดลง อาทิ เหล็ก ลดลง 14.43% เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ลดลง 12.11% ผลิตภัณฑ์ยาง ลดลง 7.25% ฯลฯ

อย่างไรก็ดี มีบางอุตสาหกรรมที่การผลิตโดดเด่น จนดึงภาพรวมให้เอ็มพีไอภาพรวมลดลงเล็กน้อย โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมากที่สุดคือ อุตสาหกรรม การต้ม กลั่น และผสมสุรา ขยายตัว 65.56% เนื่องจากมีการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคในช่วงเดือนมีนาคม 2562 ที่ยอดการจำหน่ายในช่วงการเลือกตั้งจะมากกว่าปกติ และยังผลิตเพื่อรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งปีที่ผ่านมามีการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร

ส่วนอุตสาหกรรมสำคัญที่ขยายตัว คือ รถยนต์ ขยายตัว 3.14% มาจากรถกระบะ 1 ตัน ที่ยอดจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 6.59% รวมถึงรถยนต์นั่ง ขนาดกลางมียอดจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 69.78% ขณะที่น้ำตาล ขยายตัว 4.91% น้ำมันปิโตรเลียม ขยายตัว 2.93% ตามความต้องการใช้น้ำมัน

สำหรับแนวโน้มของเอ็มพีไอ เดือนเมษายน 2562 ในช่วงที่การเมืองยังไม่มีความชัดเจนเพราะอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลนั้น เชื่อว่า เอ็มพีไอจะไม่ได้รับกระทบและจะลดลงตามสถานการณ์ แต่ช่วงเดือนเมษายน วันทำงานน้อย การผลิตจะลดลงตามด้วย ส่วนช่วงที่เวลาที่น่าติดตามคือ เดือนพฤษภาคม เพราะจะเริ่มเห็นความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ตลอดจนนโยบายด้านเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อการผลิต การบริโภค ทั้งนี้เชื่อว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดหากมาจากการเลือกตั้งที่แสดงถึงระบอบประชาธิปไตยจะได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Related links

SME Bank จับมือ ธอส.-บสย.เดินหน้าหนุนเอสเอ็มอี 4 ภาคสร้างบ้าน สร้างอาชีพ

นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เผยถึงความร่วมมือโครงการ “สร้างบ้าน สร้างอาชีพ” ระหว่างธนาคารกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในปี 2562 นี้ ว่า จะจัดกิจกรรมงานเสวนาเติมเต็มองค์ความรู้ทั้ง 4 ภาคได้แก่ ภาคอีสาน : จังหวัดนครราชสีมา, ภาคใต้ : จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ และ ภาคกลาง : กรุงเทพมหานคร นำร่องในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมฟอร์จูน ราชพฤกษ์ จังหวัดนครราชสีมา

“โครงการพร้อมเดินหน้า เติมทักษะ-เติมทุน-เติมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และสามารถต่อยอดสร้างเป็นสถานประกอบการ เพิ่มรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ก่อเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาส สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม พัฒนามาตรฐานชีวิตให้คนไทยอยู่ดีมีสุข พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติให้เติบโต มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” นายพงชาญ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงาน ธพว. ได้ร่วมออกบูธให้บริการรับคำปรึกษาแนะนำ ทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านแหล่งเงินทุนสินเชื่อดอกเบี้ยถูก อาทิ สินเชื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสำหรับธุรกิจเกี่ยวเนื่องการท่องเที่ยว, ผู้ประกอบการ Start Up, ธุรกิจเกษตรกรแปรรูป, ธุรกิจนวัตกรรมการผลิต หรือผู้ประกอบการอาชีพอิสระ สำหรับบุคคลธรรมดา ดอกเบี้ย 3 ปีแรก  0.417% ต่อเดือน  และนิติบุคคล ดอกเบี้ย 3 ปีแรก 0.25% ต่อเดือน สามารถยื่นกู้ภายในงานได้ทันที รู้ผลพิจารณาอนุมัติใน 7 วัน พร้อมเปิดบูธประมูลทรัพย์ NPA ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คัดสรรทรัพย์ดีมีคุณภาพ มาจำหน่ายด้วยสิทธิพิเศษยกเว้นค่าอาคารและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq03/2971150

Related links

ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ก.พ.62 สูงสุดในรอบ 6 ปี

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือน ก.พ.62 ว่า ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 95.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 93.8 ในเดือน ม.ค.62 โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.พ.ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญ สะท้อนจากความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ รวมทั้งกิจกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลดีต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะยานยนต์ สิ่งพิมพ์ อาหาร เป็นต้น

แต่ผู้ประกอบการส่งออกยังมีความกังวลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ โดยเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค 1.6% ถือเป็นข้อที่ผู้ส่งออกค่อนข้างกังวล ทำให้กระทบต่อการวางแผนและการกำหนดราคา รวมทั้งการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า สะท้อนจากค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ของยอดคำสั่งซื้อและยอดขายในต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง

“ถ้าเงินบาท Swing สัก 0.5-1.0% ยังพอรับได้ แต่เงินบาทเรา Swing ประมาณ 1.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 31.40 บาท/ดอลลาร์”

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 105.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 104.1 ในเดือน ม.ค.62 เนื่องจากผู้ประกอบการคาดหวังว่าภายหลังการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน และส่งผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2562

“ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวสูงสุดในรอบ 6 ปีนับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2556 และมีแนวโน้มดีขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากกำลังซื้อดีขึ้นและได้รับกระแสการเลือกตั้งช่วยหนุนด้านจิตวิทยา” นายสุพันธุ์ กล่าว

โดยผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ 1.เสนอให้ภาครัฐหามาตรการในเชิงรูปธรรม เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับยุค Disruptive Technology 2.เสนอให้ภาครัฐส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศสามารถเข้าถึงนวัตกรรมได้ และ 3.เสนอให้ภาครัฐเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี FTA กับกลุ่มประเทศที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน เช่น กลุ่มประเทศยูโรโซน ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยูเรเซีย

สำหรับการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นฯ ประจำเดือน ก.พ.62 ได้สำรวจจากผู้ประกอบการจำนวน 1,162 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรม แยกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม 28.8% อุตสาหกรรมขนาดกลาง 36.9% และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 34.3% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แบ่งเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมในภาคกลาง 36.0% ภาคเหนือ 15.4% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13.9% ภาคตะวันออก 23.1% และภาคใต้ 11.6% และแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศ 79.4% และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดต่างประเทศ 20.6%

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) และการส่งออกลงนั้น นายสุพันธุ์ กล่าวว่า เห็นตรงกันว่าโอกาสที่ GDP และการส่งออกน่าจะลดลง แต่จะอยู่ที่เท่าไหร่ต้องรอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินอีกครั้งในวันที่ 3 เม.ย.นี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq03/2970367

Related links

อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไทย

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ผลักดันให้ภาครัฐร่วมมือกับออสเตรเลียและบราซิล ยื่นฟ้องอินเดียให้ยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายภายใต้กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ไปก่อนหน้า หวังอินเดียลดเลิกการอุดหนุนและปฏิบัติตามข้อตกลงทางการค้า หลังราคาน้ำตาลปีที่ผ่านมาต่ำสุดในรอบ 10 ปี และยังลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไทยเสนอภาครัฐร่วมมือกับออสเตรเลียและบราซิล ฟ้องต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO กรณีรัฐบาลอินเดียยังเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการอุดหนุนการเพาะปลูกอ้อยและการส่งออกน้ำตาลทราย โดยมีหลักฐานการสนับสนุนเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยสูงกว่าข้อกำหนดการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรตามกฎเกณฑ์ของ WTO ที่อนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาอุดหนุนได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าผลผลิตอ้อย นอกจากนี้ ยังให้การอุดหนุนค่าขนส่งน้ำตาลทรายเพื่อการส่งออก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี

การยื่นฟ้องต่อ WTO ครั้งนี้ เนื่องจาก ออสเตรเลียและบราซิล ในฐานะสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเพื่อปฏิรูปการค้าน้ำตาลโลก (GSA) ได้ยื่นฟ้องอินเดียต่อ WTO .โดยนำเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือ (Consultation) ภายใต้กลไกระงับข้อพิพาท เพื่อขอให้รัฐบาลอินเดียเร่งยกเลิกมาตรการแทรกแซงสนับสนุน ให้มีการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 20.3 ล้านตันในปี 2559/60 เป็น 32.2 ล้านตันในปี 2560/61 และคาดว่าผลผลิตน้ำตาลทรายของอินเดียในปีการผลิต 2561/62 นี้ จะใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 31.5 ล้านตัน ส่งผลให้อินเดียมีผลผลิตน้ำตาลทรายส่วนเกินความต้องการบริโภค และได้รับการอุดหนุนส่งออกสู่ตลาดโลกประมาณ 4 ล้านตัน ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาด และมีปริมาณอุปทานน้ำตาลทรายในตลาดโลกเกินดุล กดดันให้ราคาตลาดโลกตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลทรายรายอื่น ๆ ทั่วโลก ได้รับความเดือดร้อน

การอุดหนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของรัฐบาลอินเดียนับเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงทางการค้า ก่อให้เกิดเสียหายต่ออุตสาหกรรมส่งออกน้ำตาลทรายทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ ได้แก่ บราซิล ไทย และออสเตรเลีย โดยข้อมูลจาก Sidley Austin LLP ระบุว่า การอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายของอินเดียในครั้งนี้ ได้ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายบราซิลสูญเสียรายได้กว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และเกิดความเสียหายต่อประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก รวมประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท) ส่วนไทยสูญเสียรายได้กว่า 14,500 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวไร่อ้อยต้องสูญเสียรายได้รวมประมาณ 10,200 ล้านบาท เนื่องจากราคาอ้อยลดลงกว่าตันละ 80 บาท และรายได้ของโรงงานลดลงประมาณ 4,300 ล้านบาท

“การยื่นฟ้องอินเดียต่อ WTO ของออสเตรเลียและบราซิล เพื่อให้ยกเลิกการอุดหนุนการเพาะปลูกอ้อยและส่งออกน้ำตาลทราย ที่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างการด้านเพาะปลูกอ้อยและการผลิตน้ำตาลทรายของโลกหลังจากที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรเพื่อการปฏิรูปการค้าน้ำตาลโลก มีความพยายามยื่นหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลอินเดียและ WTO แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข” นายสิริวุทธิ์ กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2968878

Related links