แหล่งข่าวเผยสมาร์ทโฟน หัวเว่ย จะไม่สามารถอัพเดตระบบปฏิบัติการ Android ได้ หลังถูกทรัมป์สั่งแบน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า บริษัทอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล (Google) ได้ระงับการทำธุรกิจกับบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายรายใหญ่ของจีน หลังจากที่สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง (BIS) ซึ่งสังกัดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้รวมหัวเว่ยและบริษัทในเครือไว้ในรายชื่อบริษัทใน “Entity List” ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อของบริษัทด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้บริษัทของสหรัฐเข้าซื้ออุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลให้สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยไม่สามารถอัพเดตระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ตลอดจนเข้าถึงแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง Google Play Store, Gmail และ  YouTube ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกูเกิลได้

แหล่งข่าวระบุว่า “หัวเว่ยจะใช้งานได้แค่แอนดรอยด์เวอร์ชั่นสาธารณะ และจะไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและบริการที่เป็นกรรมสิทธิ์ของกูเกิลได้อีกต่อไป”
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อห้ามบริษัทของสหรัฐจากการใช้เทคโนโลยีและบริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของบริษัทที่สหรัฐเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่พุ่งเป้าอย่างชัดเจนไปที่บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ของจีน

ต่อมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้นำชื่อของหัวเว่ย และบริษัทในเครือ 70 แห่ง เข้ารวมอยู่ใน “Entity List” ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อของบริษัทเทเลคอมที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้บริษัทของสหรัฐเข้าซื้ออุปกรณ์ต่างๆโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะสร้างความยากลำบากให้กับบริษัทหัวเว่ยในการขายผลิตภัณฑ์ เนื่องจากหัวเว่ย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่สุดของโลก ต้องพึ่งพาบรรดาซัพพลายเออร์ในสหรัฐ

ขณะที่ หัวเว่ยออกมาตอบโต้ผ่านแถลงการณ์ที่ส่งให้กับสำนักข่าวซินหัวว่า การตัดสินใจนี้ไม่เป็นประโยชน์กับฝ่ายใด และจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมากต่อบริษัทของสหรัฐซึ่งทำธุรกิจกับหัวเว่ย กระทบตำแหน่งงานในสหรัฐหลายหมื่นตำแหน่ง และขัดขวางความร่วมมือในปัจจุบัน และความไว้วางใจซึ่งกันและกันที่มีอยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

แถลงการณ์ระบุว่า หัวเว่ยจะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวในทันที และหาทางออกต่อประเด็นนี้ รวมทั้งจะพยายามในเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบของเหตุการณ์นี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq38/2992375

Related links

Universal Fibers เปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่ในยุโรป

Universal Fibers, Inc. เฉลิมฉลองการเปิดโรงงานแห่งใหม่ในยุโรป เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 โดยมีลูกค้าจากทั่วโลกและพันธมิตรอุตสาหกรรม รวมถึงผู้นำและเจ้าหน้าที่จากอร์ซูฟ เวียลคอปอลสกี ประเทศโปแลนด์ เข้าร่วมงาน

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่นี่ในโปแลนด์ ด้วยการสนับสนุนจากลูกค้าผู้มีเกียรติในยุโรป” Marc Ammen ซีอีโอของ Universal Fiber Systems กล่าว “การเปิดโรงงานแห่งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตทั่วโลกของเราที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2552 ด้วยการขยายตัวเข้าสู่เอเชีย และสหราชอาณาจักรในเวลาต่อมา ทำให้นับตั้งแต่นั้น เราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น และเราชนะใจลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และการบริการชั้นนำในอุตสาหกรรม”

โรงงานผลิตแห่งนี้ดำเนินการอย่างครบวงจรตั้งแต่การการอัดขึ้นรูป จนถึงเส้นด้ายสำเร็จรูปจากเคมีหลากชนิด ซึ่งรวมถึงไนลอน 6 และ 66 โดยให้บริการแก่ผู้ผลิตพรมในยุโรปทั้งเชิงพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย และยานยนต์ “โรงงานแห่งใหม่นี้นับเป็นอีกการลงทุนจากความมุ่งมั่นของเราในการส่งมอบคุณภาพและการบริการระดับสูงสุดแก่ลูกค้าของเรา” Phil Harmon ประธานบริษัท Universal Fibers กล่าว “ในฐานะบริษัทระดับโลก ตอนนี้เทคโนโลยีชั้นนำของเราจากสหรัฐอเมริกาและเอเชียถูกนำมาใช้ในตลาดยุโรป เรารู้สึกพอใจอย่างยิ่งกับการลงทุนครั้งนี้ ซึ่งจะปูทางให้ Universal Fibers ขยายตัวต่อไปในภูมิภาค”

“Universal Fibers เป็นหนึ่งในสองธุรกิจของ Universal Fiber Systems” Marc Ammen กล่าว “เนื่องจากบริษัทของเรายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โรงงานแห่งนี้จึงช่วยต่อยอดโอกาสจากโรงงานในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน สำหรับ Premiere Fibers ซึ่งเป็นธุรกิจที่สองของเรา”

เกี่ยวกับ Universal Fibres, Inc.
Universal Fibres, Inc. เป็นหนึ่งในสองธุรกิจของ Universal Fiber Systems, LLC โดยมี Premiere Fibers, Inc. เป็นธุรกิจที่สอง บริษัทตั้งอยู่ที่เมืองบริสตอล รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา และมีโรงงานผลิตในยุโรป ไทย และจีน Universal Fibres, Inc. เป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเส้นใยสังเคราะห์คุณภาพสูงที่ใช้สีย้อมสำหรับอุตสาหกรรมการปูพื้น การขนส่ง และเส้นใยอุตสาหกรรม

Universal Fibers(R) | ISO 9001, 14001 | Bristol, Virginia USA | Taicang, China
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อที่โทร. +1.276.669.1161 อีเมล info@unversalfibers.com หรือเว็บไซต์ www.universalfibers.com

สื่อมวลชนติดต่อ:
Denise Rushing
โทร: +1.423.752.4687 ต่อ 317
อีเมล: drushing@ndp-agency.com

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/anpi/2991515

Related links

กสอ. โชว์ผลสำเร็จ ศูนย์ Thai-IDC 3 ปี สร้างเครือข่ายนักออกแบบกว่า 1,700 ราย

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) โชว์ผลสำเร็จ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand Industrial Design Center: Thai-IDC) สร้างเครือข่ายนักออกแบบกว่า 1,700 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 7,400 ล้านบาท เร่งผลักดันต่อเนื่องเพิ่มศักยภาพการออกแบบและพัฒนาสินค้า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เสริมสร้างไอเดีย สร้างสรรค์ SMEs ไทย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดงาน Creative Land ภายใต้ แนวคิด “YOUNGTHAI…อย่างไทย” เพื่อแสดงผลงานการออกแบบของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ภายใต้เครือข่ายนักออกแบบที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากศูนย์ Thai-IDC เน้นเสริมสร้างแนวคิดเพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้เครื่องมือการออกแบบพัฒนาสินค้าไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าชิ้นพิเศษ การออกแบบสินค้าให้โดดเด่น ดึงดูดใจจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้เร็วขึ้น ซึ่ง กสอ. เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงมีการก่อตั้ง “ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thailand Industrial Design Center: Thai-IDC) ขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 นอกจากกิจกรรมหลักที่เน้นการให้บริการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์แก่ SMEs ซึ่งมีเครือข่ายนักออกแบบให้บริการอยู่ประมาณ 80 คน ภารกิจอีกด้าน คือ การสร้างนักออกแบบหน้าใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในการสร้างสรรค์งานที่มีนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น รวมทั้งเกิดความเข้มแข็งในการพัฒนาระบบด้านการออกแบบในภาคอุตสาหกรรม สามารถเชื่อมโยงผู้รับบริการกับนักออกแบบที่มีความรู้ความสามารถในการออกแบบแต่ละด้านได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมที่จะก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในเชิงรับและเชิงรุกต่อไป โดยที่ผ่านมา ศูนย์ Thai-IDC สามารถสร้างนักออกแบบได้กว่า 1,700 ราย ทางศูนย์ ฯ จึงได้มีการสร้างเครือข่ายนักออกแบบของศูนย์ Thai-IDC เพื่อรวบรวมนักออกแบบเป็นเครือข่ายเพื่อให้บริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Product Design แก่ผู้ประกอบการที่มีปัญหาด้านการออกแบบ และเข้ามาขอรับบริการที่ศูนย์ Thai-IDC ซึ่งได้ให้คำปรึกษาแนะนำด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปแล้วกว่า 2,500 ผลิตภัณฑ์ และให้บริการด้านกระตุ้นและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาแนวคิดด้านการออกแบบไปแล้วกว่า 5,000 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 7,400 ล้านบาท นอกจากนี้ ศูนย์ Thai-IDC ยังมุ่งเน้นที่จะให้เกิดการรวมตัวเครือข่ายนักออกแบบให้มากขึ้น เพื่อให้บริการต่อ SMEs และเสริมสร้างแนวคิด เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้เครื่องมือการออกแบบพัฒนาสินค้าไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรวบรวมนักออกแบบเป็นเครือข่าย สำหรับให้บริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Product Design แก่ผู้ประกอบการที่มีปัญหาด้านการออกแบบ และเข้ามาขอรับบริการที่ศูนย์ Thai-IDC ได้ จึงมีการจัดงาน Creative Land ขึ้น ภายใต้แนวคิด “YOUNGTHAI…อย่างไทย” เพื่อแสดงผลงานการออกแบบของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้เครือข่ายนักออกแบบศูนย์ Thai-IDC โดยภายในงานได้จัดแสดงผลงานการออกแบบคอลเลคชั่นเสื้อผ้าไทยระดับสากลและผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลงานของนักออกแบบในเครือข่าย การจัดกิจกรรม Workshop ออกแบบผลิตภัณฑ์ กิจกรรมการกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์แบบ DIY กิจกรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบ Street Art พร้อมทั้งการจัดสัมมนาความรู้ด้านการออกแบบและเทคนิคการตลาดสำหรับสินค้าสร้างสรรค์ การให้บริการคำปรึกษาแนะนำด้านการเงินและช่องทางการตลาดออนไลน์ เป็นต้น นายกอบชัย กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “Young Thai…อย่างไทย” และชมการแสดงผลงานนักออกแบบ การจัดอบรมสัมมนา ร่วมกิจกรรม Workshop และเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ได้ ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคมนี้ ณ บริเวณอาคารศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thai-IDC) และบริเวณโดยรอบในพื้นที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2987935

Related links

บูห์เล่อร์ ชี้ทางออกแก้ผลผลิตเกษตรราคาตก

บูห์เล่อร์ ผู้ผลิตเครื่องจักรแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรระดับโลก แนะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรสมัยใหม่พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับโลก โดยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยและเป็นทางออกในการแก้ปัญหาพืชผลเกษตรราคาตก ล่าสุดเตรียมขนนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรโชว์และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยในงานโพรแพ็ค เอเชีย 2019

นายฉัตร แสงหิรัญ เจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท บูห์เล่อร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำด้านวิศวกรรมเครื่องจักรแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรระดับโลกที่มีความเชียวชาญและมีประสบการณ์กว่า 150 ปี จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทยว่า เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากเพราะการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารในวันนี้ไม่ใช่เพียงแข่งขันกันเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันกับผู้ผลิตจากทั่วโลก ซึ่งผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย สะอาด และสะดวกต่อการบริโภค

ประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบในการเป็นผู้ผลิตอาหารแปรรูปในหลายประเทศ เนื่องจากเป็นพื้นที่ผลิตวัตถุดิบด้านการเกษตรเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งประเทศไทยมีความแข็งแกร่งเรื่องวัตถุดิบประเภทแป้งและข้าว โจทย์คือทำอย่างไรจึงจะนำเอาวัตถุดิบเหล่านี้มาคิดค้นพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งเป็นที่ต้องการของโลก เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมน้ำหนักและดีต่อสุขภาพ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิตเพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบดังกล่าวแล้วยังช่วยแก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรในประเทศที่ตกต่ำได้อีกด้วย

บูห์เล่อร์ เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าวิจัยและคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่โดยมีการลงทุนในส่วนนี้ถึง 5% ของรายได้รวมทำให้เรามีความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องจักรแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นอันดับต้นระดับโลก ล่าสุดเตรียมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มาจัดแสดงและเปิดตัวในงานโพรแพ็ค เอเชีย 2019 งานแสดงสินค้าด้านกระบวนการผลิตแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยทางบริษัทฯ พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่สนใจในด้านการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปเพื่อแข่งขันในระดับโลกอีกด้วย

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2985847

Related links

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย เชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ร่วมกับ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดงานโพรแพ็ค เอเชีย 2019 ขอเชิญผู้ประกอบการและผู้สนใจในธุรกิจและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเข้าร่วมงานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019 (Asia Drink Conference 2019) โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและผู้นำด้านผลิตเครื่องดื่มชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ อาทิ โคคา-โคลา, ทิปโก้, ไทยนามทิพย์, กรีนสปอต, ซานมิเกล, เอฟแอนด์เอ็น, โดล และ เสริมสุข ฯลฯ ร่วมให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ทั้งในเรื่องของทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลกตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เทคโนโลยีการผลิต ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก (Consumer Insight) และ บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ โดยไฮไลท์ของงานสัมมนาและการประชุมฯ คือการหยิบยกประเด็นเรื่อง โดยแนวคิดในงานสัมมนาและการประชุมฯ ในครั้งนี้จะมุ่งเน้นในหัวข้อ “เครื่องดื่ม 4.0 วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์” ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่เป็นประโยขน์สำหรับนำไปพัฒนาการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานสัมมนาและการประชุมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนานาชาติ 2019 (Asia Drink Conference 2019) จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ห้องประชุม 222-223 โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายในงาน โพรแพ็ค เอเซีย 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณกัญญศา มิตรเกษม โทร 02-0360511 Email : Kanyasa.m@ubm.com

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2983398

Related links

THIP บริจาควัตถุดิบคงเหลือจากการผลิต แก่ ‘กรมราชทัณฑ์’

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP โดย คุณกวิน พันธุ์ศิริ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการบริจาควัตถุดิบคงเหลือจากการผลิต ประเภทแผ่นโฟมยาง จำนวน 25,000 แผ่น หลอดดูดเครื่องดื่ม จำนวน 140,000 หลอด ส่งมอบผ่าน ‘กรมราชทัณฑ์’ โดย พ.ต.อ. ดร. ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนและนำไปใช้ประโยชน์ในการฝึกวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ณ ทัณฑสถานหญิงสมุทรปราการ และทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมบริจาคผ้าอนามัยของใช้จำเป็นสำหรับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 720 ห่อ โดยบริษัทฯ ตระหนักและให้ความสำคัญ บทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป

ที่มา mmthailand.com

Related links

ซีอีเอ จับมือ สสว. เพิ่มมูลค่าสปาไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจจขนาดกลางและขนาดย่อม พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดโครงการ “ยกระดับและเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสปาไทย” (Creative Spa & Wellness Thailand) การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสปา เวลเนส และนวดไทย ผ่านกระบวนความคิดสร้างสรรค์ สร้างจุดขายให้กับแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมสปาไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เมื่อเร็วๆ นี้ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) กรุงเทพฯ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2979090

Related links

หนุนหุ่นยนต์ขับเคลื่อน ‘อีอีซี’

ภาวการณ์ลงทุนในโลกเปลี่ยนไป หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่แรงงานมากขึ้น และหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอัตโนมัติ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ภายในประเทศ ทำให้ยอดการใช้หุ่นยนต์ของไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี EEC) ที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์

อุตฯ หุ่นยนต์มาแรง
ปัจจุบันประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ และมีการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในสายการผลิตมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในการสร้างอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์ ส่วนทิศทางของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์นั้นจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรนั้น นายชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม (Factory Automation) ถือเป็นกลุ่มนิวเอสเคิร์ฟที่สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวเกี่ยวโยงเกือบจะทุกภาคส่วนธุรกิจที่ต้องการนำเทคโนโลยี ระบบบิ๊กดาต้า และนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาบริหาร รวมถึงลดต้นทุนทางด้านแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเพื่อเพิ่มผลผลิต

ดังนั้น จึงมองว่าประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาแรงงาน ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพิ่ม จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพสินค้า และต้นทุนสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งหากไทยมีฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่เข้มแข็ง ก็จะช่วยดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยได้

หนุนสิทธิประโยชน์ดึงลงทุน
อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันฯ ได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) นำโครงเรื่องและผลศึกษาเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในประเทศ และผลิตบุคลากรรองรับไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นคน พร้อมเงื่อนไขต้องอุดหนุนวัตถุดิบและผลิตในประเทศไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อแลกกับสิทธิการยกเว้นภาษีการลงทุน 3 ปี และข้อเสนออื่นๆ เพื่อดึงต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน

ปัจจุบันคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีมาใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติให้มากขึ้น แต่ก็ยังติดกฎระเบียบที่กำหนดการให้สิทธิประโยชน์ได้เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่สามารถแยกให้การส่งเสริมเป็นกิจกรรมได้ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เครือซีพี, เอสซีจี, โฮมโปร, สหพัฒนพิบูลย์ ซึ่งจะลงทุนขนาดใหญ่จัดคลังสินค้าอัจฉริยะ หรือลงทุนระบบผลิตในโรงงานโดยใช้หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติมาใช้งาน เพราะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ไม่อยู่ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ดังนั้น จะส่งเรื่องการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์นี้ให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์ เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้ลงทุนได้

บิ๊กเอกชนสนลงทุนอีอีซี
นายชิต กล่าวว่า สำหรับความสนใจจากนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น มีบริษัทรายใหญ่มาสอบถามแสดงความสนใจลงทุนจำนวนมาก บางรายขอพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่เพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ขณะนี้มียื่นเข้ามาแล้ว 7-8 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจากจีนและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดโลกด้านหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่นอยู่แล้ว คาดว่าหลังจากได้ตัวรัฐบาลใหม่จะได้เห็นการเข้าขอลงทุนอีกจำนวนมากในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 3 ปีนับจากนี้ปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์และออโตเมชั่นในไทยจะอยู่ที่ 4-5 แสนล้านบาท ขณะที่การซัพพลายน่าจะมีการลงทุนรวมทั้งสิ้น 2-3 หมื่นล้านบาท จากกลุ่มทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี และจากการเปิดเผยตัวเลขขอรับการลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นั้นมีการขอลงทุนทั้งสิ้นราว 6.78 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 50% หรือประมาณ 3.37 แสนล้านบาท มีเป้าหมายที่จะลงทุนเกี่ยวกับหุ่นยนต์และออโตเมชั่น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) ระบุว่าภายในปี 2562 ตลาดหุ่นยนต์และออโตเมชั่นจะขยายตัวถึง 19% ถือเป็นอัตราเติบโตอันดับหนึ่งของอาเซียน และเป็นอันดับ 4 ของโลก

นายชิต กล่าวว่าอีอีซีได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนนานาชาติ ทั้งในด้านเงินลงทุน ด้านการร่วมพัฒนาบุคลากรให้ตรงตาม Demand Driven เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมได้คนทำงานที่มีทักษะตามต้องการ คนไทยก็จะมีงานทำมากขึ้น ว่างงานน้อยลง และอีกด้านคือการจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ ทั้งหมดนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างความก้าวหน้าให้เมืองไทยได้แบบก้าวกระโดด ฯลฯ

“นวัตกรรม ซึ่งเรามองหาความร่วมมือจากผู้ประกอบการอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ประเด็นสำคัญอยู่ที่ต้องการองค์ความรู้และเทคโนโลยีชั้นนำเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ของประเทศไทย เพราะสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาการที่ล้ำหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การที่ผมดูแลกลยุทธ์การลงทุนในพื้นที่อีอีซีด้วย พบว่าเราสามารถส่งเสริมการนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ผ่านการลงทุนจากต่างประเทศได้อีกไม่น้อย” นายชิตกล่าว

ไม่กังวลแม้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่
นายชิตกล่าว ถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนมา พ.ร.บ.อีอีซีเดินหน้าต่อ เพราะมี พ.ร.บ.อยู่ อย่างเช่นโครงการใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน, โครงการรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เดินหน้าโครงการไปแล้ว เรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลักๆ จะเร่งดำเนินการให้เสร็จ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็สามารถเดินหน้าได้ก่อน

นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ทีเส็บ สายงานธุรกิจ กล่าวว่า ทีเส็บพร้อมสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าในไทยที่รองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งไทยมีรากฐานเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าที่เข้มแข็ง จึงมีความพร้อมยกระดับไปสู่การจัดแสดงเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในวงกว้างมากขึ้น

สำหรับงานแสดงสินค้าของประเทศไทยที่เกี่ยวกับระบบโรโบติกส์ จะถูกฝังไปจัดที่กลุ่มเครื่องจักรกล ในประเทศไทยติดโผของ UFI 5 งานด้วยกัน เป็นที่ที่ทีเส็บให้การสนับสนุนมา 5 ปี ดังนั้นตั้งแต่ตอนต้นได้มีการผลักดันใน 5 งาน การที่จะได้การรับรอง UFI คือเพิ่มขนาดจำนวนของผู้เข้าร่วมงานนำเอาเทคโนโลยีมาร่วมในงานมากขึ้น จำนวนของนักลงทุนหรือเจ้าของที่เกี่ยวกับออโตเมชั่นเข้ามาอยู่ในงานมีจำนวนมากขึ้น  โจทย์หลักๆ ของทีเส็บคือต้องการใช้ตัวงานแสดงสินค้านี้เป็นเวทีในการที่จะให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงนวัตกรรมต่างประเทศโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นจะพยายามให้การสนับสนุนที่ไม่ใช่ตัวเงินเพื่อที่จะปิดโอกาสให้ออแกไนเซอร์จัดงานเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อุตฯ หุ่นยนต์โต 20%
นายประพิณ อภินรเศรษฐ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) กล่าวว่า การใช้หุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรมในปี 2561 ที่ผ่านมาก็ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 20% มีจำนวนกว่า 3 พันตัว แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่โต 25% ส่วนในปี 2562 คาดจะโตได้มากกว่า 20% โดยส่วนใหญ่จะขยายตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ส่วนอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีมีการใช้หุ่นยนต์ขยายตัวประมาณ 10%

โดยที่ผ่านมารัฐบาลตั้งเป้าส่งเสริมการใช้หุ่นยนต์ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้หุ่นยนต์เร่งด่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร และ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของการใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมของไทยที่ขยายตัวปีละ 20% หากรัฐบาลให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้ามาใช้หุ่นยนต์เพิ่มขึ้น รักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับ 4% ต่อปี ก็คาดว่าภายใน 5 ปี ความต้องการหุ่นยนต์ภายในประเทศจะมีเพียงพอในการตั้งโรงงานผลิต

ก็ต้องติดตามกันว่าหลังจากนี้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะเดินไปในทิศทางไหน จะสามารถนำเอามาใช้แทนแรงงานคนได้มากน้อยเพียงใด และในอีอีซีจะมีความต้องการจริงหรือ ทั้งหมดนี้ต้องติดตามตอนต่อไป ว่าคนหรือหุ่นยนต์จะตอบสนองได้มากกว่ากัน.

“ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวลดการพึ่งพาแรงงาน ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพิ่ม จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพสินค้า และต้นทุนสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งหากไทยมีฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่เข้มแข็งก็จะช่วยดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยได้”

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2976809

Related links

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง เยี่ยมชมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะนักลงทุนจาก Kunming Comprehensive Bonded Zone Management Committee พร้อมด้วยกลุ่มนักลงทุนที่เดินทางมาเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายและนำเยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการระดับเวิลด์คลาสสำหรับให้บริการแก่ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายจักรกฤษณ์ ไชยสนิท (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 4 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2975403

Related links

ดูราเกรสและเซอเกรสร่วมงาน Home Pro Expo ครั้งที่ 29

สมบูรณ์ อุรานุกูล กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยจิโรภาส เจริญภักดี ผู้จัดการส่วนขายโมเดิร์นเทรด บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI GROUP กลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำของประเทศไทยภายใต้แบรนด์ดูราเกรสและ เซอเกรส ร่วมพิธีเปิดงาน Home Pro Expo ครั้งที่ 29 มหกรรมต้นแบบงานเรื่องบ้านตัวจริงและครบวงจรที่สุด พร้อมเยี่ยมชมบูธดูราเกรสและเซอเกรสหมายเลข E22 ภายในงานที่จัดขึ้น ณ ฮอลล์ 9 – 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 15-24 มีนาคม 2562 นี้ โดยมี คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ วีรพันธ์ อังสุมาลี รองกรรมการผู้จัดการ และคุณธนะวัฒน์ คลังสุนทรรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดซื้อเซรามิคและสุขภัณฑ์ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ “โฮมโปร” ให้เกียรติต้อนรับ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ที่มา www.ryt9.com/s/tpd/2973711

Related links