วอลโว่ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในงาน The Volvo Way: Freedom to Experience

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ รายงานความสำเร็จผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2562 ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ 1,079 คัน เพิ่มขึ้น 91% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา อีกสถิติหนึ่งคือยอดขายขององค์กรโดยธุรกิจ SME มีลูกค้าใหม่ของวอลโว่ 91% เพิ่มขึ้น 197% จากปี 2561

สำหรับรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายมากและติดอันดับสูงสุดเรียงตามลำดับตั้งแต่คอมแพ็กต์เอสยูวีที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่อย่างรุ่น The New Volvo XC40 รองลงมาด้วยรถเอสยูวีขายดีที่สุดในยุโรป รุ่น The Volvo XC60 ซึ่งมีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้น 66% จากปีที่ผ่านมา รถยนต์วอลโว่เอสยูวีระดับหรู 7 ที่นั่งรุ่น The Volvo XC90 จำหน่ายได้เพิ่มขึ้น 36% จากปีที่ผ่านมา และลักชัวรี่ซีดานรุ่น The Volvo S90 ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 16% จากปีที่ผ่านมา

มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “วอลโว่ได้ขยายขอบเขตมาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีเดิม ๆ ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น โดยเราจะร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าของเรา เพื่อนำเสนอแนวทาง Freedom to Move, Safe, Personal และ Sustainability แก่ลูกค้าทุกท่านตลอดไป

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3026456

Related links

เร่งผลิตเครื่อง Servo Press ตอบสนองตลาด

อุตสาหกรรมเครื่องขึ้นรูปโลหะ เร่งผลิตเครื่อง Servo Press ตอบสนองความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ ในส่วนของชิ้นส่วนโครงรถที่ผลิตจาก Hot Stamping (การขึ้นรูปร้อน) ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์ Hot Stamping จะสูงขึ้นถึง 50% ในอีกไม่กี่ปีนี้ และเริ่มมีผู้สนใจเปลี่ยนจากเครื่องเพรสไฮดรอลิก มาใช้เครื่อง Servo Press มากยิ่งขึ้น

Hot Stamping คือ วิธีการปั๊มขึ้นรูปด้วยความร้อน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การขึ้นรูปร้อนจะทำผ่านเครื่องเพรสแบบไฮดรอลิก ในขณะที่การขึ้นรูปร้อนด้วยเครื่อง Servo Press จะใช้เซอร์โวมอเตอร์แทนระบบไฮดรอลิก ทำให้เหมาะกับการผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ามาก

AIDA ENGINEERING คือผู้ผลิตที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งที่ผ่านมานั้น ในขั้นตอนการปิดแม่พิมพ์ น้ำมันจะทำให้เกิดรอยไหม้บนผิวงาน จึงมีการพัฒนากระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และอยู่ระหว่างการเตรียมผลิตเครื่อง Servo Press ที่ตอบสนองความต้องการ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ออกสู่ตลาด

Hitachi Zosen Fukui Corporation เป็นอีกเจ้าที่เริ่มทำการผลิตเซอร์โวมอเตอร์สำหรับงาน Hot Stamping ส่วน Amino นั้น เป็นอีกรายที่เล็งเห็นศักยภาพของตลาดนี้ แต่ยังคงผลิตเครื่องเพรสไฮดรอลิกควบคู่ไปด้วย

ส่วน Shieh Yih Machinery Industry ผู้ผลิตจากไต้หวัน แสดงความเห็นว่า “หากในหนึ่งนาที เครื่องเพรสไฮดรอลิกผลิตชิ้นงานได้ 3 – 4 ชิ้น เครื่อง Servo Press ที่ใช้การขึ้นรูปร้อนจะผลิตชิ้นงานได้ถึง 6 ชิ้น” พร้อมกับมีการทดลองแนวโน้มของตลาดด้วยการเข้าสู่ตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ค่ายยุโรป และค่ายญี่ปุ่น ที่มีความต้องการชิ้นส่วนคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นในช่วงหลังมานี้

ทางด้านผู้ผลิตยานยนต์ แสดงความเห็นต่อ Hot Stamping ต่างกันไป โดย Toyota แสดงความเห็นว่า  “เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการขึ้นรูปมากกว่าการขึ้นรูปเย็น” ส่วน Mazda แสดงความเห็นว่า “ปัจจุบัน Hot Stamping ใช้ผลิตชิ้นส่วนที่ทนทาน และมีน้ำหนักเบากว่าแต่ก่อนมาก ซึ่งใน Mazda 3 โมเดลใหม่ล่าสุด มีชิ้นส่วนที่ผลิตจากการขึ้นรูปร้อนคิดเป็น 6% ของชิ้นส่วนทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม Toyota ได้แสงความเห็นเพิ่มเติมว่า “การขึ้นรูปร้อนยังคงมีกระบวนการที่มีขั้นตอนเยอะกว่าการขึ้นรูปเย็นมาก” ซึ่งปัจจุบัน เซอร์โวมอเตอร์ยังคงมีปัญหาด้านการใช้พลังงานสูง จึงเป็นเหตุให้การผลิตด้วยกระบวนการนี้ ยังคงไม่แพร่หลายนัก และผู้ผลิตยานยนต์หลายรายยังเลือกใช้การขึ้นรูปเย็นเป็นหลักเช่นเดิม

ที่มา : Nikkan Kogyo Shimbun

Related links

เอสซีจี เซรามิกส์ เปิดห้องปฏิบัติการทดสอบกระเบื้องเซรามิก

บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องเซรามิกปูพื้นและบุผนังแบรนด์คอตโต้ (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และ คัมพานา (CAMPANA) นำโดย นางสาวจันทนา ลิ่มระนางกูล ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยี (CTO) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมพนักงาน ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสที่ ห้องปฏิบัติการทดสอบของ SCG Ceramics โรงงานหินกอง ได้รับการรับรอง มอก.17025-2561 เวอร์ชันใหม่ นับเป็นรายแรกของกลุ่มวัสดุก่อสร้างของ SCG โดยในประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการทดสอบเพียง 3 แห่งเท่านั้น ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานใน Version นี้

โดย SCG Ceramics เป็นผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกรายแรกและรายเดียวในประเทศ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก.17025-2561เวอร์ชันใหม่ เป็นการสร้างความมั่นใจและตอกย้ำความน่าเชื่อถือในเรื่องการทดสอบคุณภาพสินค้าและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพสินค้าเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์สินค้าให้อยู่ในใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ที่มา  https://www.ryt9.com/s/prg/3022339

Related links

โตเกียวมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ปี 2019 ก้าวข้ามอุตสาหกรรมยานยนต์

สมาคมอุตสาหกรรมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Automobile Manufacturers Association, Inc.: JAMA) เตรียมจัดงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ปี 2019 เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่ 24 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2562 ภายใต้ธีม OPEN FUTURE โดยมีบริษัทและองค์กรต่าง ๆ 186 * แห่งจาก 7 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมในงานจัดแสดงยานยนต์และอีเวนต์เอนเตอร์เทนเมนต์สุดตื่นเต้นเร้าใจครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ผู้ชมงานได้สัมผัสกับโฉมหน้าใหม่ของนวัตกรรมยานยนต์ซึ่งจะสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์การใช้ชีวิตของผู้คนในอนาคตอันใกล้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3021140

Related links

เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตรถยนต์ 172,878 คัน ลดลงร้อยละ 8.52

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2562 ดังต่อไปนี้

การผลิตจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมิถุนายน 2562 มีทั้งสิ้น 172,878 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 8.52 และลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 4.66 จากการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงร้อยละ 10.57, 12.49 และผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ลดลงร้อยละ 7.7, 2.33 ตามลำดับ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3016355

Related links

ยอดการผลิต-การส่งออก รถยนต์และรถจักรยานยนต์เดือน มิ.ย. 62

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2562 ดังต่อไปนี้

การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมิถุนายน 2562 มีทั้งสิ้น 172,878 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 8.52 และลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 4.66 จากการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อส่งออกที่ลดลงร้อยละ 10.57, 12.49 และผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ลดลงร้อยละ 7.7, 2.33 ตามลำดับ

จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,065,945 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 0.89
รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตได้ 70,581 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 8.86

ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 มีจำนวน 428,591 คัน เท่ากับร้อยละ 40.2 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 1.48

รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนมิถุนายน 2562 ผลิตได้ 29 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 34.09 รวมเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตได้ 217 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 20.56

รถยนต์บรรทุก เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตได้ทั้งหมด 102,268 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 8.27 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตได้ทั้งสิ้น 637,137 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 2.54

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตได้ทั้งหมด 99,373 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 8.36 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตได้ทั้งสิ้น 622,062 คัน เท่ากับร้อยละ 58.35 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 2.74 โดยแบ่งเป็น

• รถกระบะบรรทุก 172,476 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 0.51
• รถกระบะดับเบิลแค็บ 372,219 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 8.39
• รถกระบะ PPV 77,367 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 14.49

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตได้ 2,895 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 4.93 รวมเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตได้ 15,075 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 4.85

ผลิตเพื่อส่งออก 
เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตได้ 84,226 คัน เท่ากับร้อยละ 48.72 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 11.86 ส่วนเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 557,494 คัน เท่ากับร้อยละ 52.3 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2561 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 2.57

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตเพื่อการส่งออก 27,921 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 10.57 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 193,897 คัน เท่ากับร้อยละ 45.24 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 8.47

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2562 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 56,305 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 12.49 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 363,597 คัน เท่ากับร้อยละ 58.45 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 0.9 โดยแบ่งเป็น

• รถกระบะบรรทุก 42,622 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 6.31
• รถกระบะดับเบิลแค็บ 275,063 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 7.37
• รถกระบะ PPV 45,912 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 21.76

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 
เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตได้ 88,652 คัน เท่ากับร้อยละ 51.28 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 5.09 และเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตได้ 508,451 คัน เท่ากับร้อยละ 47.7 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 4.97

รถยนต์นั่ง เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 42,660 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 7.7 ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตได้ 234,694 คัน เท่ากับร้อยละ 54.76 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.14

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนมิถุนายน 2562 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 43,068 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 2.33 และตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ผลิตได้ทั้งสิ้น 258,465 คัน เท่ากับร้อยละ 41.55 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 5.44 ซึ่งแบ่งเป็น

• รถกระบะบรรทุก 129,854 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 2.98
• รถกระบะดับเบิลแค็บ 97,156 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 11.38
• รถกระบะ PPV 31,455 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 1.08

รถจักรยานยนต์ 
เดือนมิถุนายน 2562 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 204,494 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 11.05 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 158,382 คัน ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 16.57 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 46,112 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 15.11

ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,258,463 คัน ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 3.98 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 975,414 คัน ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 6.84 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 283,049 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 7.36

ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมิถุนายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 86,048 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 2.1 ลดลงเป็นเดือนแรกในรอบ 30 เดือน และลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 2.3 ยอดขายภายในประเทศลดลง จากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน และจากฐานที่สูงมากของปีที่แล้ว

ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 150,401 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 16.2 และลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 6.6
ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 รถยนต์มียอดขาย 523,770 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 7.1 ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 893,846 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 4.4

การส่งออก
รถยนต์สำเร็จรูป 
เดือนมิถุนายน 2562 ส่งออกได้ 97,575 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 2.4 โดยส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย และตลาดยุโรป มีมูลค่าการส่งออก 51,353.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 4.49
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,140.38 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 7.4
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 16,227.13 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 9.31
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,154.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 10.29
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมิถุนายน 2562 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 72,875.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 0.68

เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 559,861 คัน โดยส่งออกลดลงจากปี 2561 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 0.37 มีมูลค่าการส่งออก 285,204.20 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 1.96
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 16,564.70 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 11.82
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 96,994.20 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 7.83
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 12,085 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 17.79

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 410,848.10 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 4.37

รถจักรยานยนต์
เดือนมิถุนายน 2562 มีจำนวนส่งออก 84,965 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 19.65 โดยมีมูลค่า 6,127.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 29.42

• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 249.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 5.09
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 116.70 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 10.72

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนมิถุนายน 2562 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 6,494.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2561 ร้อยละ 27.26

เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 493,326 คัน (รวม CBU + CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 9.76 โดยมีมูลค่า 36,266.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 22.45

• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,379.23 ล้านบาท ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 27.02
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 671.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 2.14

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 38,317.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 ร้อยละ 19.13

เดือนมิถุนายน 2562 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 79,370.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 2.43

เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 449,165.53 ล้านบาท ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 2.73

ที่มา: สภาอุตสาหกรรม

Related links

ขอเชิญผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาที่งาน Thailand Industry Expo 2019 17-21 กรกฎาคม 2562

กลับมาอีกครั้งกับงานดีๆที่ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ควรพลาดกับงาน “Thailand Industry Expo 2019” ครั้งที่ 6 ที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Synergy for Success” สานพลัง ร่วมใจ วิวัฒน์อุตสาหกรรมสู่อนาคต พร้อมพบกับนิทรรศการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ของอุตสาหกรรมไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งยังได้พบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับ Big Brother และรายย่อยรวมทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่มากมายกว่า 400 ราย รวมไปถึง Food Truck ที่น่าสนใจรวมไปถึง SMEs ไทยเด่นอีกมากมายภายในงาน

นอกจากนี้ยังได้พบกับการจัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจ จากกูรูชื่อดัง ทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชนกว่า 40 หัวข้อ และกิจกรรม workshop เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงแนวคิดทางธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ อาทิ Maker Society ซึ่งมาใน concept อุตสาหกรรม ไทย ดีต่อใจ และกิจกรรม workshop เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงแนวคิดทางธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมีกิจกรรมเด่น คือ กิจกรรม workshop zero waste “อุตสาหกรรมไทยดีต่อใจ ดีต่อโลก” เป็นการ workshop การทำผลิตภัณฑ์พลาสติก โดยสามารถร่วมทำตั้งแต่กระบวนการย่อยขวดพลาสติกไปจนถึงขึ้นรูป และได้ผลิตภัณฑ์เป็นของที่ระลึกกลับบ้านติดมือไปได้อีกทั้ง ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากหลากหลายศิลปิน ตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน

นับว่าเป็นโอกาสที่ดีต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่จะเห็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจ หาแรงบันดาลใจ หาองค์ความรู้ หาแหล่งเงินทุน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายภายในงาน รวมถึงเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป และขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจมาสานพลัง ร่วมใจ วิวัฒน์อุตสาหกรรมสู่อนาคตระหว่างวันที่ 17 – 21 กรกฎาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3015952

Related links

เปิด 2 งานใหญ่

อิทธิชัย ยศศรี รอง ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประธานเปิด งาน “GFT & GMS 2019” มหกรรมแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอที่ครบครันที่สุดในอาเซียน โดยมี ปิลันธ์ ธรรมมงคล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมฯ และ Yip Je Choong รักษาการ กก.ผจก.บจก. รี้ด เทรดเด็กซ์ ร่วมเปิดงาน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/3014168

Related links

มหกรรม Aluminium China 2019 และมหกรรม Lightweight Asia 2019

มหกรรม Aluminium China 2019 และมหกรรม Lightweight Asia 2019 ซึ่งจัดโดย Reed Exhibitions ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม จะนำเสนอความก้าวหน้าใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอลูมิเนียม ด้วยการสำรวจเทรนด์การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์

ยานยนต์น้ำหนักเบาคือหัวใจสำคัญ
การใช้ยานยนต์ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาสามารถประหยัดพลังงานพร้อมกับลดการปล่อยมลพิษ โดยเป็นผลมาจากการใช้วัสดุชนิดใหม่ๆ ในการผลิตยานยนต์ประเภทนี้

โดยทั่วไปแล้ว วัสดุน้ำหนักเบาแบ่งเป็นประเภทที่เป็นเหล็กและไม่ใช่เหล็ก สำหรับวัสดุประเภทเหล็กประกอบด้วยเหล็กกำลังสูง แมกนีเซียม และอลูมิเนียมอัลลอย ส่วนวัสดุประเภทไม่ใช่เหล็กประกอบด้วยพลาสติกวิศวกรรมและวัสดุผสม

มหกรรม Lightweight Asia ปีนี้จะมีการประชุมว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีน้ำหนักเบาสำหรับยานยนต์และวัสดุที่เกี่ยวข้องอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการประชุมนานาชาติว่าด้วยการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่และส่วนประกอบต่างๆอย่างสร้างสรรค์

เนื่องจากมีการผลิตยานยนต์น้ำหนักเบามากขึ้น ปริมาณอลูมิเนียมที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ต่อคันในจีนจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

ข้อมูลสถิติของสมาคมอุตสาหกรรมโลหะนอกกลุ่มเหล็กจีนระบุว่า การใช้อลูมิเนียมอัลลอยในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในจีนอยู่ที่ 99 กิโลกรัมต่อคันในปี 2553 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 142 กิโลกรัมต่อคันในปี 2560 และ 156 กิโลกรัมต่อคันในปี 2561 โดยได้รับอานิสงส์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นโยบายสนับสนุนของรัฐ และการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่

ในการประชุมว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตวัสดุน้ำหนักเบาสำหรับยานยนต์และวัสดุอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างสร้างสรรค์ จะมีการสำรวจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในส่วนนี้ ขณะเดียวกัน ตัวแทนจากบริษัท OEM และซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนยานยนต์จากทั่วโลกจะมาร่วมพูดคุยในประเด็นต่างๆ เช่น การเชื่อมและการหล่อชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการใช้เหล็ก อลูมิเนียม และแมกนีเซียมในยานยนต์

ทางผู้จัดงานยังร่วมมือกับ cnfrp.com จัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่และส่วนประกอบต่างๆอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในส่วนนี้ เช่น บทบาทของวัสดุผสมประสิทธิภาพสูงชนิดใหม่ๆ ในยานยนต์พลังงานใหม่ เป็นต้น

มหกรรม Aluminium China 2019 และมหกรรม Lightweight Asia 2019 จะจัดโดย Reed Exhibitions ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สามารถติดต่อขอรับบัตรเข้าชมงานได้ที่ www.aluminiumchina.com/en หรือ www.lightweightasia.com/en

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/anpi/3010444

Related links

SMT เดินหน้าเทิร์นอะราวด์ต่อหลังปลดล็อคล้างขาดทุนสะสมหมด

SMT ประกาศปี 62 เดินหน้าเทิร์นอะราวด์ต่อเนื่อง หลังประกาศล้างขาดทุนสะสมหมดทั้งจำนวน พร้อมเร่งสร้างรายได้จากลูกค้าใหม่ที่มีเข้ามาต่อเนื่อง เน้นลดต้นทุนเพื่อเพิ่มกำไร ชูกลยุทธ์ผลิตสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ มั่นใจยอดขายทั้งปีทำได้ตามเป้าหมาย 2,400 ลบ. หรือเติบโต 40% อวดงบโค้งแรกออกมาสวยมีกำไรสุทธิ 18.09 ลบ. โตจากช่วงเวลาเดียวกับปีก่อน 183%

นายพร้อมพงศ์ ไชยกุล กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ด้านซัพพลายเชน บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT เปิดเผยว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกปี 2562 คาดจะมีการเติบโตที่ดีกว่าเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน แต่การเติบโตจะโดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากการเจรจากับลูกค้าใหม่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการผลิต ทั้งนี้การส่งมอบสินค้าคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2562

“ปี 62 นับเป็นปีที่ท้าทายพอสมควร มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และลูกค้ารายใหญ่เข้ามา เชื่อว่าปีนี้ในทุกๆ ไตรมาสจะสามารถทำกำไรได้ตามแผน และหลังจากที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติล้างขาดทุนสะสมหมดทั้งจำนวนกว่า 593 ล้านบาท ถือเป็นการปลดล็อคของ SMT และบริษัทใช้กลยุทธ์ผลิตสินค้าที่มาร์จิ้นสูงเป็นหลัก เน้นการกระจายตัวยอดขายของแต่ละธุรกิจและกระจายลูกค้ามากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของรายได้ สำหรับกลุ่มสินค้า Optics , Box Build , Advance Packaging ยังเป็นไฮไลท์เติบโตต่อเนื่อง ส่วน IC Packaging นั้น อุตสาหกรรมมีการอ่อนตัวลงเนื่องจากลูกค้าลด inventory แต่ก็จะรักษาระดับรายได้ไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯในงวดไตรมาส 1/2562 มีกำไรสุทธิ 18.09 ล้านบาท เติบโต 183% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไรสุทธิ 6.39 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการจำนวน 491.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 102.62 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.39% โดยส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มยอดขายในสินค้ากลุ่ม Fiber Optics ทั้งนี้ดีมานด์ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทฯที่กำหนดไว้ให้มีการกระจายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ และเน้นผลิตสินค้าที่มาร์จิ้นสูงเป็นหลัก โดยมีกำไรขั้นต้นจำนวน 88.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.99 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18.86% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการบริหารต้นทุนการผลิตของบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 2562 คาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2,400 ล้านบาท หรือเติบโต 40% เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ โดยปัจจัยหลักๆ เป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ การเดินหน้าขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอเมริกาตอนเหนือ แคนาดา ยุโรป เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นดี ส่งผลให้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากทั้งลูกค้าเดิมและใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/3004608

Related links