ซีอีเอ จับมือ สสว. เพิ่มมูลค่าสปาไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจจขนาดกลางและขนาดย่อม พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดโครงการ “ยกระดับและเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสปาไทย” (Creative Spa & Wellness Thailand) การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสปา เวลเนส และนวดไทย ผ่านกระบวนความคิดสร้างสรรค์ สร้างจุดขายให้กับแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมสปาไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เมื่อเร็วๆ นี้ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) กรุงเทพฯ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2979090

Related links

หนุนหุ่นยนต์ขับเคลื่อน ‘อีอีซี’

ภาวการณ์ลงทุนในโลกเปลี่ยนไป หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่แรงงานมากขึ้น และหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอัตโนมัติ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ภายในประเทศ ทำให้ยอดการใช้หุ่นยนต์ของไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี EEC) ที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์

อุตฯ หุ่นยนต์มาแรง
ปัจจุบันประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ และมีการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในสายการผลิตมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในการสร้างอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์ ส่วนทิศทางของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์นั้นจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรนั้น นายชิต เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม (Factory Automation) ถือเป็นกลุ่มนิวเอสเคิร์ฟที่สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวเกี่ยวโยงเกือบจะทุกภาคส่วนธุรกิจที่ต้องการนำเทคโนโลยี ระบบบิ๊กดาต้า และนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาบริหาร รวมถึงลดต้นทุนทางด้านแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเพื่อเพิ่มผลผลิต

ดังนั้น จึงมองว่าประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาแรงงาน ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพิ่ม จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพสินค้า และต้นทุนสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งหากไทยมีฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่เข้มแข็ง ก็จะช่วยดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยได้

หนุนสิทธิประโยชน์ดึงลงทุน
อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันฯ ได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) นำโครงเรื่องและผลศึกษาเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในประเทศ และผลิตบุคลากรรองรับไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นคน พร้อมเงื่อนไขต้องอุดหนุนวัตถุดิบและผลิตในประเทศไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อแลกกับสิทธิการยกเว้นภาษีการลงทุน 3 ปี และข้อเสนออื่นๆ เพื่อดึงต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน

ปัจจุบันคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีมาใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติให้มากขึ้น แต่ก็ยังติดกฎระเบียบที่กำหนดการให้สิทธิประโยชน์ได้เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่สามารถแยกให้การส่งเสริมเป็นกิจกรรมได้ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เครือซีพี, เอสซีจี, โฮมโปร, สหพัฒนพิบูลย์ ซึ่งจะลงทุนขนาดใหญ่จัดคลังสินค้าอัจฉริยะ หรือลงทุนระบบผลิตในโรงงานโดยใช้หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติมาใช้งาน เพราะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ไม่อยู่ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม ดังนั้น จะส่งเรื่องการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์นี้ให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์ เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้ลงทุนได้

บิ๊กเอกชนสนลงทุนอีอีซี
นายชิต กล่าวว่า สำหรับความสนใจจากนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น มีบริษัทรายใหญ่มาสอบถามแสดงความสนใจลงทุนจำนวนมาก บางรายขอพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่เพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ขณะนี้มียื่นเข้ามาแล้ว 7-8 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจากจีนและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดโลกด้านหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่นอยู่แล้ว คาดว่าหลังจากได้ตัวรัฐบาลใหม่จะได้เห็นการเข้าขอลงทุนอีกจำนวนมากในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 3 ปีนับจากนี้ปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์และออโตเมชั่นในไทยจะอยู่ที่ 4-5 แสนล้านบาท ขณะที่การซัพพลายน่าจะมีการลงทุนรวมทั้งสิ้น 2-3 หมื่นล้านบาท จากกลุ่มทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี และจากการเปิดเผยตัวเลขขอรับการลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นั้นมีการขอลงทุนทั้งสิ้นราว 6.78 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 50% หรือประมาณ 3.37 แสนล้านบาท มีเป้าหมายที่จะลงทุนเกี่ยวกับหุ่นยนต์และออโตเมชั่น ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) ระบุว่าภายในปี 2562 ตลาดหุ่นยนต์และออโตเมชั่นจะขยายตัวถึง 19% ถือเป็นอัตราเติบโตอันดับหนึ่งของอาเซียน และเป็นอันดับ 4 ของโลก

นายชิต กล่าวว่าอีอีซีได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนนานาชาติ ทั้งในด้านเงินลงทุน ด้านการร่วมพัฒนาบุคลากรให้ตรงตาม Demand Driven เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมได้คนทำงานที่มีทักษะตามต้องการ คนไทยก็จะมีงานทำมากขึ้น ว่างงานน้อยลง และอีกด้านคือการจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ ทั้งหมดนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างความก้าวหน้าให้เมืองไทยได้แบบก้าวกระโดด ฯลฯ

“นวัตกรรม ซึ่งเรามองหาความร่วมมือจากผู้ประกอบการอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ประเด็นสำคัญอยู่ที่ต้องการองค์ความรู้และเทคโนโลยีชั้นนำเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ของประเทศไทย เพราะสหรัฐอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาการที่ล้ำหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การที่ผมดูแลกลยุทธ์การลงทุนในพื้นที่อีอีซีด้วย พบว่าเราสามารถส่งเสริมการนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ผ่านการลงทุนจากต่างประเทศได้อีกไม่น้อย” นายชิตกล่าว

ไม่กังวลแม้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่
นายชิตกล่าว ถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนมา พ.ร.บ.อีอีซีเดินหน้าต่อ เพราะมี พ.ร.บ.อยู่ อย่างเช่นโครงการใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน, โครงการรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เดินหน้าโครงการไปแล้ว เรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลักๆ จะเร่งดำเนินการให้เสร็จ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็สามารถเดินหน้าได้ก่อน

นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ทีเส็บ สายงานธุรกิจ กล่าวว่า ทีเส็บพร้อมสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าในไทยที่รองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งไทยมีรากฐานเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าที่เข้มแข็ง จึงมีความพร้อมยกระดับไปสู่การจัดแสดงเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในวงกว้างมากขึ้น

สำหรับงานแสดงสินค้าของประเทศไทยที่เกี่ยวกับระบบโรโบติกส์ จะถูกฝังไปจัดที่กลุ่มเครื่องจักรกล ในประเทศไทยติดโผของ UFI 5 งานด้วยกัน เป็นที่ที่ทีเส็บให้การสนับสนุนมา 5 ปี ดังนั้นตั้งแต่ตอนต้นได้มีการผลักดันใน 5 งาน การที่จะได้การรับรอง UFI คือเพิ่มขนาดจำนวนของผู้เข้าร่วมงานนำเอาเทคโนโลยีมาร่วมในงานมากขึ้น จำนวนของนักลงทุนหรือเจ้าของที่เกี่ยวกับออโตเมชั่นเข้ามาอยู่ในงานมีจำนวนมากขึ้น  โจทย์หลักๆ ของทีเส็บคือต้องการใช้ตัวงานแสดงสินค้านี้เป็นเวทีในการที่จะให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงนวัตกรรมต่างประเทศโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นจะพยายามให้การสนับสนุนที่ไม่ใช่ตัวเงินเพื่อที่จะปิดโอกาสให้ออแกไนเซอร์จัดงานเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อุตฯ หุ่นยนต์โต 20%
นายประพิณ อภินรเศรษฐ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) กล่าวว่า การใช้หุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรมในปี 2561 ที่ผ่านมาก็ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 20% มีจำนวนกว่า 3 พันตัว แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่โต 25% ส่วนในปี 2562 คาดจะโตได้มากกว่า 20% โดยส่วนใหญ่จะขยายตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ส่วนอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีมีการใช้หุ่นยนต์ขยายตัวประมาณ 10%

โดยที่ผ่านมารัฐบาลตั้งเป้าส่งเสริมการใช้หุ่นยนต์ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้หุ่นยนต์เร่งด่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร และ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของการใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมของไทยที่ขยายตัวปีละ 20% หากรัฐบาลให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้ามาใช้หุ่นยนต์เพิ่มขึ้น รักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับ 4% ต่อปี ก็คาดว่าภายใน 5 ปี ความต้องการหุ่นยนต์ภายในประเทศจะมีเพียงพอในการตั้งโรงงานผลิต

ก็ต้องติดตามกันว่าหลังจากนี้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะเดินไปในทิศทางไหน จะสามารถนำเอามาใช้แทนแรงงานคนได้มากน้อยเพียงใด และในอีอีซีจะมีความต้องการจริงหรือ ทั้งหมดนี้ต้องติดตามตอนต่อไป ว่าคนหรือหุ่นยนต์จะตอบสนองได้มากกว่ากัน.

“ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวลดการพึ่งพาแรงงาน ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพิ่ม จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพสินค้า และต้นทุนสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ซึ่งหากไทยมีฐานอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติที่เข้มแข็งก็จะช่วยดึงดูดบริษัทที่มีเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยได้”

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2976809

Related links

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง เยี่ยมชมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ต้อนรับคณะนักลงทุนจาก Kunming Comprehensive Bonded Zone Management Committee พร้อมด้วยกลุ่มนักลงทุนที่เดินทางมาเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายและนำเยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการระดับเวิลด์คลาสสำหรับให้บริการแก่ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายจักรกฤษณ์ ไชยสนิท (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่ดินอุตสาหกรรม บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนางสาวศิญาภัสร์ จันทไชยโรจน์ (ที่ 4 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนและนักลงทุนจากเมืองคุนหมิง

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2975403

Related links

ดูราเกรสและเซอเกรสร่วมงาน Home Pro Expo ครั้งที่ 29

สมบูรณ์ อุรานุกูล กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยจิโรภาส เจริญภักดี ผู้จัดการส่วนขายโมเดิร์นเทรด บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI GROUP กลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องชั้นนำของประเทศไทยภายใต้แบรนด์ดูราเกรสและ เซอเกรส ร่วมพิธีเปิดงาน Home Pro Expo ครั้งที่ 29 มหกรรมต้นแบบงานเรื่องบ้านตัวจริงและครบวงจรที่สุด พร้อมเยี่ยมชมบูธดูราเกรสและเซอเกรสหมายเลข E22 ภายในงานที่จัดขึ้น ณ ฮอลล์ 9 – 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 15-24 มีนาคม 2562 นี้ โดยมี คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ วีรพันธ์ อังสุมาลี รองกรรมการผู้จัดการ และคุณธนะวัฒน์ คลังสุนทรรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดซื้อเซรามิคและสุขภัณฑ์ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ “โฮมโปร” ให้เกียรติต้อนรับ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ที่มา www.ryt9.com/s/tpd/2973711

Related links

สศอ.พบกำลังผลิตสุราพุ่ง65%อานิสงส์เลือกตั้ง-รับสงกรานต์

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ว่า เอ็มพีไอลดลงเล็กน้อยอยู่ระดับ 105.24 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2561 คิดเป็น 1.56% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 69.03% โดยเอ็มพีไอที่ลดลงสาเหตุหลักมาจากหลายอุตสาหกรรมมีการผลิตลดลง อาทิ เหล็ก ลดลง 14.43% เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ลดลง 12.11% ผลิตภัณฑ์ยาง ลดลง 7.25% ฯลฯ

อย่างไรก็ดี มีบางอุตสาหกรรมที่การผลิตโดดเด่น จนดึงภาพรวมให้เอ็มพีไอภาพรวมลดลงเล็กน้อย โดยอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมากที่สุดคือ อุตสาหกรรม การต้ม กลั่น และผสมสุรา ขยายตัว 65.56% เนื่องจากมีการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคในช่วงเดือนมีนาคม 2562 ที่ยอดการจำหน่ายในช่วงการเลือกตั้งจะมากกว่าปกติ และยังผลิตเพื่อรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งปีที่ผ่านมามีการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร

ส่วนอุตสาหกรรมสำคัญที่ขยายตัว คือ รถยนต์ ขยายตัว 3.14% มาจากรถกระบะ 1 ตัน ที่ยอดจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 6.59% รวมถึงรถยนต์นั่ง ขนาดกลางมียอดจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 69.78% ขณะที่น้ำตาล ขยายตัว 4.91% น้ำมันปิโตรเลียม ขยายตัว 2.93% ตามความต้องการใช้น้ำมัน

สำหรับแนวโน้มของเอ็มพีไอ เดือนเมษายน 2562 ในช่วงที่การเมืองยังไม่มีความชัดเจนเพราะอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลนั้น เชื่อว่า เอ็มพีไอจะไม่ได้รับกระทบและจะลดลงตามสถานการณ์ แต่ช่วงเดือนเมษายน วันทำงานน้อย การผลิตจะลดลงตามด้วย ส่วนช่วงที่เวลาที่น่าติดตามคือ เดือนพฤษภาคม เพราะจะเริ่มเห็นความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ตลอดจนนโยบายด้านเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อการผลิต การบริโภค ทั้งนี้เชื่อว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดหากมาจากการเลือกตั้งที่แสดงถึงระบอบประชาธิปไตยจะได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Related links

SME Bank จับมือ ธอส.-บสย.เดินหน้าหนุนเอสเอ็มอี 4 ภาคสร้างบ้าน สร้างอาชีพ

นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เผยถึงความร่วมมือโครงการ “สร้างบ้าน สร้างอาชีพ” ระหว่างธนาคารกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในปี 2562 นี้ ว่า จะจัดกิจกรรมงานเสวนาเติมเต็มองค์ความรู้ทั้ง 4 ภาคได้แก่ ภาคอีสาน : จังหวัดนครราชสีมา, ภาคใต้ : จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ และ ภาคกลาง : กรุงเทพมหานคร นำร่องในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมฟอร์จูน ราชพฤกษ์ จังหวัดนครราชสีมา

“โครงการพร้อมเดินหน้า เติมทักษะ-เติมทุน-เติมคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และสามารถต่อยอดสร้างเป็นสถานประกอบการ เพิ่มรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ก่อเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างโอกาส สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม พัฒนามาตรฐานชีวิตให้คนไทยอยู่ดีมีสุข พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติให้เติบโต มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” นายพงชาญ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงาน ธพว. ได้ร่วมออกบูธให้บริการรับคำปรึกษาแนะนำ ทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านแหล่งเงินทุนสินเชื่อดอกเบี้ยถูก อาทิ สินเชื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสำหรับธุรกิจเกี่ยวเนื่องการท่องเที่ยว, ผู้ประกอบการ Start Up, ธุรกิจเกษตรกรแปรรูป, ธุรกิจนวัตกรรมการผลิต หรือผู้ประกอบการอาชีพอิสระ สำหรับบุคคลธรรมดา ดอกเบี้ย 3 ปีแรก  0.417% ต่อเดือน  และนิติบุคคล ดอกเบี้ย 3 ปีแรก 0.25% ต่อเดือน สามารถยื่นกู้ภายในงานได้ทันที รู้ผลพิจารณาอนุมัติใน 7 วัน พร้อมเปิดบูธประมูลทรัพย์ NPA ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คัดสรรทรัพย์ดีมีคุณภาพ มาจำหน่ายด้วยสิทธิพิเศษยกเว้นค่าอาคารและค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq03/2971150

Related links

ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ก.พ.62 สูงสุดในรอบ 6 ปี

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือน ก.พ.62 ว่า ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 95.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 93.8 ในเดือน ม.ค.62 โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.พ.ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญ สะท้อนจากความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ รวมทั้งกิจกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลดีต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะยานยนต์ สิ่งพิมพ์ อาหาร เป็นต้น

แต่ผู้ประกอบการส่งออกยังมีความกังวลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่ โดยเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค 1.6% ถือเป็นข้อที่ผู้ส่งออกค่อนข้างกังวล ทำให้กระทบต่อการวางแผนและการกำหนดราคา รวมทั้งการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า สะท้อนจากค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ของยอดคำสั่งซื้อและยอดขายในต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง

“ถ้าเงินบาท Swing สัก 0.5-1.0% ยังพอรับได้ แต่เงินบาทเรา Swing ประมาณ 1.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 31.40 บาท/ดอลลาร์”

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 105.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 104.1 ในเดือน ม.ค.62 เนื่องจากผู้ประกอบการคาดหวังว่าภายหลังการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน และส่งผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2562

“ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวสูงสุดในรอบ 6 ปีนับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2556 และมีแนวโน้มดีขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากกำลังซื้อดีขึ้นและได้รับกระแสการเลือกตั้งช่วยหนุนด้านจิตวิทยา” นายสุพันธุ์ กล่าว

โดยผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ 1.เสนอให้ภาครัฐหามาตรการในเชิงรูปธรรม เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับยุค Disruptive Technology 2.เสนอให้ภาครัฐส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศสามารถเข้าถึงนวัตกรรมได้ และ 3.เสนอให้ภาครัฐเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี FTA กับกลุ่มประเทศที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน เช่น กลุ่มประเทศยูโรโซน ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยูเรเซีย

สำหรับการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นฯ ประจำเดือน ก.พ.62 ได้สำรวจจากผู้ประกอบการจำนวน 1,162 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรม แยกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม 28.8% อุตสาหกรรมขนาดกลาง 36.9% และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 34.3% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แบ่งเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมในภาคกลาง 36.0% ภาคเหนือ 15.4% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13.9% ภาคตะวันออก 23.1% และภาคใต้ 11.6% และแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศ 79.4% และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดต่างประเทศ 20.6%

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) และการส่งออกลงนั้น นายสุพันธุ์ กล่าวว่า เห็นตรงกันว่าโอกาสที่ GDP และการส่งออกน่าจะลดลง แต่จะอยู่ที่เท่าไหร่ต้องรอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินอีกครั้งในวันที่ 3 เม.ย.นี้

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq03/2970367

Related links

อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไทย

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ผลักดันให้ภาครัฐร่วมมือกับออสเตรเลียและบราซิล ยื่นฟ้องอินเดียให้ยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายภายใต้กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ไปก่อนหน้า หวังอินเดียลดเลิกการอุดหนุนและปฏิบัติตามข้อตกลงทางการค้า หลังราคาน้ำตาลปีที่ผ่านมาต่ำสุดในรอบ 10 ปี และยังลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไทยเสนอภาครัฐร่วมมือกับออสเตรเลียและบราซิล ฟ้องต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO กรณีรัฐบาลอินเดียยังเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการอุดหนุนการเพาะปลูกอ้อยและการส่งออกน้ำตาลทราย โดยมีหลักฐานการสนับสนุนเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยสูงกว่าข้อกำหนดการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรตามกฎเกณฑ์ของ WTO ที่อนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาอุดหนุนได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าผลผลิตอ้อย นอกจากนี้ ยังให้การอุดหนุนค่าขนส่งน้ำตาลทรายเพื่อการส่งออก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี

การยื่นฟ้องต่อ WTO ครั้งนี้ เนื่องจาก ออสเตรเลียและบราซิล ในฐานะสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเพื่อปฏิรูปการค้าน้ำตาลโลก (GSA) ได้ยื่นฟ้องอินเดียต่อ WTO .โดยนำเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือ (Consultation) ภายใต้กลไกระงับข้อพิพาท เพื่อขอให้รัฐบาลอินเดียเร่งยกเลิกมาตรการแทรกแซงสนับสนุน ให้มีการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 20.3 ล้านตันในปี 2559/60 เป็น 32.2 ล้านตันในปี 2560/61 และคาดว่าผลผลิตน้ำตาลทรายของอินเดียในปีการผลิต 2561/62 นี้ จะใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 31.5 ล้านตัน ส่งผลให้อินเดียมีผลผลิตน้ำตาลทรายส่วนเกินความต้องการบริโภค และได้รับการอุดหนุนส่งออกสู่ตลาดโลกประมาณ 4 ล้านตัน ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาด และมีปริมาณอุปทานน้ำตาลทรายในตลาดโลกเกินดุล กดดันให้ราคาตลาดโลกตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลทรายรายอื่น ๆ ทั่วโลก ได้รับความเดือดร้อน

การอุดหนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของรัฐบาลอินเดียนับเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงทางการค้า ก่อให้เกิดเสียหายต่ออุตสาหกรรมส่งออกน้ำตาลทรายทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ ได้แก่ บราซิล ไทย และออสเตรเลีย โดยข้อมูลจาก Sidley Austin LLP ระบุว่า การอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายของอินเดียในครั้งนี้ ได้ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายบราซิลสูญเสียรายได้กว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และเกิดความเสียหายต่อประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก รวมประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท) ส่วนไทยสูญเสียรายได้กว่า 14,500 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวไร่อ้อยต้องสูญเสียรายได้รวมประมาณ 10,200 ล้านบาท เนื่องจากราคาอ้อยลดลงกว่าตันละ 80 บาท และรายได้ของโรงงานลดลงประมาณ 4,300 ล้านบาท

“การยื่นฟ้องอินเดียต่อ WTO ของออสเตรเลียและบราซิล เพื่อให้ยกเลิกการอุดหนุนการเพาะปลูกอ้อยและส่งออกน้ำตาลทราย ที่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างการด้านเพาะปลูกอ้อยและการผลิตน้ำตาลทรายของโลกหลังจากที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรเพื่อการปฏิรูปการค้าน้ำตาลโลก มีความพยายามยื่นหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลอินเดียและ WTO แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข” นายสิริวุทธิ์ กล่าว

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/prg/2968878

Related links

จับประเด็น: ‘สมชาย’ ชี้ พรบ.โรงงานใหม่หนุนเอกชน

นายสมชาย หาญหิรัญ รมช.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่าภายในเดือน ต.ค.-พ.ย.ปีนี้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงานฉบับแก้ไขใหม่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสนับ สนุนโรงงานในประเทศให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ขณะเดียวกันกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เพื่อที่จะดำเนินโครงการผลักดันทำให้โรง งานต่างๆ นั้นเข้าร่วมปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อใช้ลดพลังงานในโรงงาน รวมถึงการควบคุมกระบวนการผลิตต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ออฟ ติงส์ (ไอโอที) โดยนำร่อง 10 โรงงาน อาทิ กลุ่มโรงงานแปรรูปปาล์มน้ำมัน โรงไฟฟ้า และโรงงานที่ใช้หม้อน้ำเป็นหลัก

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/tpd/2967199

Related links

สนง.สถิติจีนเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. ขยายตัว 5.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/iq28/2967291

Related links